Nostalgรaiน นอสตาลเกรี ยน บุญชนินทร์ สุทธสม introduction การปรารถนาถึงภาพฝั นในวันเก่าๆ หรื อ Nostalgia การโหยหาภาพฝั นหวานวันเก่านันมั ้ กเกิดจากสภาพทาง จิตใจของมนุษย์ ที่ไม่พงึ พอใจต่อสภาพแวดล้ อมที่ประสบอยู่ ไม่วา่ สภาพการเมือง เศรษฐกิจและสังคม เพื่อทีจ่ ะหลบหนี จากความวุน่ วายนี ้จึงเป็ นทุนสาคัญทางวัฒนธรรมคนไทย ในการหาช่องทางผลิตสือ่ บันเทิงเพื่อทีจ่ ะตอบสนองความ ต้ องการและก็เป็ นที่นยิ มของประชาชนไทยได้ เป็ นจานวนมาก อย่างเช่น ภาพยนตร์ เรื่ องแฟนฉันทีม่ ีรายได้ เกินร้ อยล้ านบาท สถานที่ทอ่ งเทีย่ วแบบเพลินวานหรื อตลาดน ้าอัมพวา การทาความเข้ าใจต่อความหมายหน้ าที่พลเมืองที่ดีผา่ นตัวละครใน แบบเรี ยน มานี มานะ อาจจะเปลีย่ นแปลงไปจากเดิมอยูบ่ ้ าง ตามหน้ าที่ของสือ่ ในการนาเสนอสารตามเป้าหมายของผู้ ต้ องการสือ่ ต่างๆ แต่การที่บคุ ลิกลักษณะตัวละครมานี มานะ ที่ได้ ถกู ผลิตซ ้า ยังคงทรงพลังของอุดมการณ์อานาจนาในชุด เดิมไว้ อยูต่ อ่ เนื่องและตกผลึกเป็ นสือ่ บันเทิงแบบประชานิยมในลักษณะการปรารถนาถึงภาพฝั นวันเก่าต่างๆ อาการฝั นหวานนันมั ้ กจะอยูไ่ ด้ เพียงชัว่ ครู่ชวั่ ยามเท่านัน้ เมื่อตัวละครในแบบเรี ยนมานี มานะ ตื่นขึ ้นมาพบกับ ความจริงในสังคมไทยสมัยใหม่ อาจจะเกิดการใช้ ชีวติ ด้ วยความรู้สกึ สับสน จากการทีค่ อมพิวเตอร์ มีราคาถูกลง อินเตอร์ เน็ตถูกแพร่กระจายอย่างกว้ างขวางและถูกบรรจุให้ เป็ นสิง่ สาธารณูปโภคที่สาคัญพอๆกับน ้าและไฟฟ้ า ความพร่า เลือนระหว่างโลกเสมือนในอินเตอร์ เน็ตเริ่ มมีความใกล้ เคียงกับโลกแห่งความจริ ง เมื่อมนุษย์สามารถเข้ าไประบุและสมมุติ ตัวตนในโลกจาลองในพื ้นที่ออนไลน์ การแสดงความคิดเห็นในโลกออนไลน์สามารถระบุตวั ตนของบุคคลได้ ชดั เจนและ สามารถส่งผลระทบในชีวติ จริง ในพื ้นที่ออนไลน์จึงสามารถเปรี ยบเทียบกับสังคมที่มชี ีวิตหนึง่ ได้ เป็ นการเปิ ดโอกาสคนใช้ อินเตอร์ เน็ตจานวนมากมีความตืน่ ตัว มีสว่ นร่วมในการแสดงออกมากขึ ้น จากเดิมทีเ่ คยเป็ นผู้รับสือ่ เพียงฝ่ ายเดี่ยวสามารถ โต้ ตอบแสดงความคิดเห็นของตนเองได้ อย่างฉับพลัน โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ถกู พัฒนาและเข้ าถึงประชาชนทาให้ สามารถ ผลิตสือ่ เองได้ งา่ ยขึ ้น กาเนิดยูทปู และเฟซบุ๊ค จึงทาให้ ตวั ละครมานี มานะ ในบุคลิกใหม่ซงึ่ หลุดความหมายไปจากเดิมได้ ถูกผลิตขึ ้น ในการเป็ นภาพตัวแทนการ์ ตนู ตลกล้ อเลียนแสดงความเห็นต่างๆส่วนบุคคล ตัวละคร มานี มานะ ในสถานะของการแสดงออกทางความคิดเห็นในอินเตอร์ เน็ต มักจะมาในลักษณะของการ เป็ นการ์ ตนู ล้ อเลียนความหมายต่อสภาพปั ญหาที่เกิดขึ ้นในสังคมปั จจุบนั โดยการเปรียบเทียบความหมายในรูปแบบเก่า และความหมายใหม่ที่สร้ างขึ ้นมา ซึง่ ขัดแย้ งกับบุคลิกตัวละคร มานี มานะ ในแบบเรี ยน บางครัง้ ก็เป็ นการระบาย ความเครี ยด ซึง่ บางครัง้ อารมณ์ขนั ก็เป็ นการแสดงออกถึงความเป็ นไม่เป็ นมิตรและก้ าวร้ าว เพื่อตอบสนองประโยชน์ของ ปั จเจกบุคคลหรื อกลุม่ หัวใจของอารมณ์ขนั อยูท่ กี่ ารล้ อเลียนความหมายต่อสถาบันหลักทางสังคม ลักษณะการล้ อเลียน จะได้ รับการสนองขึ ้นอยูก่ บั การเล่นล้ อต่อจังหวะกฎเกณฑ์ สถานการณ์ ค่านิยม และกรอบวัฒนธรรมของสังคมนัน้ การ ล้ อเลียนที่เคลือบด้ วยอารมณ์ขนั มักแสดงถึงชัน้ เชิงของการออกมาวิพากษ์ วิจารณ์ความจริ งทางสังคมบางอย่าง ในกรณีที่ ต้ องพูดถึงเรื่ องที่ไม่สามารถนาเสนออย่างตรงไปตรงมาได้ หรื อเรื่ องบางเรื่ องไม่สามารถแตะต้ องได้ อย่างเปิ ดเผย ช่วยให้ สามารถเลีย่ งการเผชิญหน้ าต่อสิง่ ที่หวาดกลัว บางครัง้ การล้ อเลียนทาให้ เกิดความกระทบกระเทือนจิตใจหรื อกลายเป็ น ต้ นเหตุของความขัดแย้ ง
ภาพของ มานี มานะ ในอินเตอร์ เน็ตและเฟซบุ๊คได้ ถกู บิดความหมายห่างไกลจากต้ นฉบับเดิม ก่อให้ เกิดกระแส ต่อต้ านในการทาให้ ภาพลักษณ์ในการเคยเป็ นความฝั นในวัยเด็กของตัวละครเสือ่ มเสีย ทังเห็ ้ นด้ วยในการเป็ นการ์ ตนู ตลก ที่ทาพาความขบขันและสะท้ อนปั ญหาสังคมในปั จจุบนั ทังประณามการกระท ้ าของแอดมินที่ทาให้ แบบเรี ยนภาษาไทยอัน เป็ นหนังสือเด็กสอนเด็กไปในทางที่ผิดเพราะอาจจะมีเด็กเข้ ามาเล่นเฟซบุ๊คด้ วย ทังไม่ ้ เห็นด้ วยกับการเอาตาราเรียนมา ล้ อเล่นทังที ้ ่เคยอ่านออกเขียนได้ เพราะตาราพวกนี ้ การแสดงความเห็นของผู้ใช้ ตา่ งๆช่วยพอทาให้ เห็นขอบเขตของกรอบ ทัศนคติ ค่านิยมของคนส่วนใหญ่ในสังคม จากแนวความคิดที่เคยถูกปลูกฝั งมาจากแบบเรี ยนชุดเก่า ซึง่ การแสดงออกทาง ความคิดเห็นนี ้ได้ ถกู เซ็นเซอร์ โดยประชาชนที่ไม่เห็นด้ วยด้ วยกันเองก่อน พื ้นที่ที่สามารถบอกว่าเป็ นพื ้นที่อิสระแต่ก็ยงั ถูก จากัด ผู้ที่ไม่เห็นด้ วยก็จะถูกประณาม ด้ วยข้ อดีของการเป็ นการ์ ตนู ตลกล้ อเลียน ของตัวละคร มานี มานะ เป็ นการนาเสนออารมณ์ขนั ที่บิดออกไปจาก ความหมายที่เคยเป็ นมาตรฐาน อยูก่ ึ่งกลางระหว่างความปรกติและผิดปรกติ ระหว่างความมีกฎเกณฑ์และไร้ กฎเกณฑ์ สามารถดึงดูดคนได้ ทงสองทั ั้ งฝ่้ ายที่ไม่เห็นด้ วยและเห็นด้ วยมาแสดงความคิดเห็น เรื่ องราวที่นาเอามาล้ อเลียนก็อาจจะมี มูลเหตุความจริ ง เกิดการมองความจริงทางสังคมที่เคยมีอยูเ่ ดิมแตกต่างกัน ซึง่ นาไปสูก่ ารตังค ้ าถามเกี่ยวกับคุณค่ารอบตัว อารมณ์ขนั มักถูกมองว่า เป็ นสิง่ ที่เกิดได้ เพียงชัว่ คราว แต่มนั สามารถทาลายความเชื่อมัน่ ของคนเรา บางครัง้ ก็สามารถเป็ น เครื่ องมือที่สามารถสัน่ คลอนความจริ งทางสังคม ตารางความสัมพันธ์ของการ์ ตนู มาน มานะ กับชนิดของสือ่ และผู้ใช้ สือ่ หนังสือเรี ยน
ปรากฏตัว หนังสือเรี ยนภาษาไทย ชัน้ ประถม
นิตยสาร ละคร ดนตรี การ์ ตนู
เรื่ องสัน้ นิตยสาร a day ละคร สถาปั ตยกรรม เพลง วง Modern dog วง มานี มานะ ปิ ติ ชูใจ การ์ ตนู อนิเมชัน่
Internet -Fanpage Facebook -Culture Jamming
Fanpage Facebook Meme Webboard Pantip
ผู้ใช้ กระทรวง การศึกษา
จุดประสงค์ ปลูกฝั งแนวความเรื่ อง การรักชาติ ศาสนา พระมหา กษัตรี ย์ และสร้ างภาพเพื่อลบรอบแตกแยกระหว่าง ประชาชน กับชาวนา หลังเหตุการณ์ 14 และ 6 ตุลา โดยทาให้ เข้ าใจว่า เศรษฐกิจและการเมืองเป็ นไกลตัว ภาคเอกชน กระทรวงศึกษายกเลิกใช้ ตาราเล่มเก่า ตัวละคร มานี ธุรกิจ มานะ กลายเป็ นกรอบความคิดทีค่ รอบคลุมสังคมและ สิง่ ที่ประชาชนโหยหาในภาพฝั นของวันเก่า จึงเป็ นทุน ทางวัฒนธรรมที่เหมาะสม ทางเอกชนในการผลิต แนวความคิดเดิมซ ้า เพื่อหากาไร ในรูปแบบของความ บันเทิง ประชาชน สือ่ และเทคโนโลยีสมัยใหม่ เปิ ดโอกาสให้ ประชาชนมี ปั จเจกชน ส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นในระดับปั จเจกชน มากขึ ้น มานี มานะ จึงเป็ นตัวละครที่นามา ล้ อเล่น ล้ อเลียน ป่ วนทางวัฒนธรรมเดิม เพื่อต่อรองอานาจของ กฎระเบียบและวัฒนธรรม ระบายความขับข้ องใจที่เคย ถูกแย่งชิงพื ้นที่สาธารณะไป ต้ องการเสรี ภาพในการ แสดงออกทาง
Objective 1. เพื่อวิเคราะห์ตวั การ์ ตนู มานี มานะ ที่ถกู นาไปใช้ บริ บทสังคมไทยบนอินเตอร์ เน็ต 2. เพื่อศึกษาปั ญหาขอบเขตสภาพสังคมที่จากัดการแสดงออกทางความคิดเห็นผ่านการ์ ตนู ในสังคมไทย 3. นามาสร้ างสรรค์ผลงานสือ่ ศิลปะ Literature Review ประชาสังคม (Civil Society) วาทกรรมและอานาจ (Discourse and Power) พื ้นที่สาธารณะ (Public sphere) การไม่เห็นด้ วย (Disagreement)
Antonio Gramsci Michel Foucault Jurgen Habermas Jacques Rancière
Antonio Gramsci ประชาสังคม (Civil Society) Gramsci ให้ ความสาคัญของอุดมการณ์ ระบบความความคิด ความเชื่อ ในการใช้ ผา่ นสถาบันเพื่อส่งต่อ อุดมการณ์ ความเชื่อ ความคิดในชุดต่างๆแพร่กระจายสูส่ งั คม ซึง่ สถาบันทา หน้ าที่ในการผลิตชุดความคิดตามชนชันผู ้ ้ มีอานาจนาในการกาหนดชุดความเชื่อ และสถาบันก็เป็ นแหล่งศูนย์รวม ความสัมพันธ์ตา่ งๆของผู้คน ในลักษณะของสถาบันจะใช้ วิธีในการชักจูง โน้ มนาว ให้ ความรู้ เพื่อให้ เกิดการมีอดุ มการณ์ คล้ อยตามไปกับผู้นา ซึง่ ต้ องอาศัยกลไก 2 แบบคือ กลไกการปราบปราม เช่น ตารวจ ทหาร กฎหมาย ศาล และกลไก ทางด้ านอุดมการณ์ เช่น โรงเรี ยน ครอบครัว ศาสนา ซึง่ กลไกทางด้ านอุดมการณ์สาคัญที่สดุ เนื่องจากสามารถทางานได้ ตลอดในชีวิตประจาวันและเวลา จนเกิดสภาวะยอมรับ คล้ อยตาม โดยเฉพาะสถาบันสือ่ มวลชนนัน้ สามารถให้ คานิยาม แก่ชีวติ สังคม เหตุการณ์ ให้ เกิดความนิยมได้ ในสภาวะการถูกนา ประชาชนจะสามารถเอาชนะสภาวะนี ้ได้ ต้องใช้ ความ พยายามอย่างมากในการเอาชนะอานาจทางปั ญญา ทัศนะคติทางการเมือง สังคม และรวมไปถึงการตีประสบการณ์ใน ชีวิตประจาวันและพลังของมวลชนที่อยูภ่ ายใต้ สภาวะถูกนาทังหมด ้ ซึง่ กลุม่ ชนชันน ้ าสามารถแสดงให้ เห็นถึงผลประโยชน์ ที่จะได้ ร่วมกัน ในสภาวะเช่นนี ้การรักษาผลประโยชน์และอุดมการณ์ของกลุ่มเพื่อแสดงว่าพวกเขาสามารถพึง่ พาตนเองได้ โดยการไม่พงึ่ ผลประโยชน์ของกลุม่ ปั ญญาชน ซึง่ มีเป็ นจุดสาคัญในการแย่งชิงพื ้นที่ ต้ องอาศัยกลุม่ ปั ญญาชนเพื่อสร้ าง พรรคร่วมอุดมการณ์ ในการสร้ างสถาบันผลิตชุดความรู้อีกชุดหนึง่ เพื่อการต่อสู้ช่วงชิงผู้มีอานาจนา Michel Foucault วาทกรรมและอานาจ (Discourse and Power)นิยามวาทกรรมคือ ภาษาและสัญลักษณ์ที่ถกู พูดหรื อเขียน สามารถสือ่ ความหมายในเรื่ องใดเรื่ องหนึง่ ในสภาวะสังคมช่วงสมัยนัน้ ภายเนื ้อหาถูกกากับจากกรอบความรู้ ความเข้ าใจต่อสภาพสังคมในเรื่ องใดเรื่ องหนึง่ ส่งผลกระทบในเรื่ องของสภาพแวดล้ อมและการปฏิบตั ิตวั ต่อสภาพสังคม การสร้ างผลิตเอกอักลักษณ์หรื ออัตลักษณ์และให้ ความหมายต่อสิง่ รอบตัว ไม่วา่ จะเป็ นความรู้ อานาจหรื อให้ ความหายตัว เราเอง ทาให้ เกิดการดารงและยอมรับเป็ นวงกว้ าง จนวาทกรรมสามารถเป็ นตัวกาหนดเงื่อนไข ความถูกต้ อง กฎเกณฑ์ และกลไกร่วมกันในสังคมนัน้ โดยผู้ที่อยูร่ ่วมในสังคมไม่ร้ ูสกึ ตัวถึงการแสดงออกและการสือ่ ความหมายว่ามีระบบความคิด อุดมการณ์อยูเ่ บื ้องหลัง ซึง่ สามารถแพร่กระจายผ่านสถาบันการให้ กรอบความจริง โดยมีตรรกะอย่างเป็ นระเบียบไม่ จาเป็ นต้ องสอดคล้ องกับระบบ จนไม่สบื ค้ นถึงต้ นต่อแหล่งกาเนิดว่ามากจากใครได้ เป็ นผลมาจากการแสดงออกของ ประชาชนเป็ นจานวนมาก วามกรรมสามารถสถาปนาตัวเองเป็ นชุดความรู้ ความปรารถนา จิตสานึก และปรับตัวหรื อ
หายไปตามสภาพแวดล้ อมภายใต้ สนามของวาทกรรม ซึง่ ก็คือบริบทการปฏิบตั ิการทางสังคม ในการกาหนดชุดความจริง ในความสัมพันธ์เชิงอานาจทีค่ ้าชูสงั คม ต่อการสร้ างความชอบธรรมในการกาหนดกฎเกณฑ์ ข้ อปฏิบตั ิในการอยูร่ ่วมกันใน สังคม โดยมนุษย์เป็ นเพียงผู้ผลิตซ ้าภาษาและสัญลักษณ์ภายในกรอบของวาทกรรมเอง Jurgen Habermas พื ้นที่สาธารณะ (Public sphere) ช่วงก่อนทีร่ ะบบทุนนิยมจะมีอานาจครองพื ้นที่ยโุ รป ซึ่ง พื ้นที่สาธารณะ อันเป็ นพื ้นที่สว่ นกลางระหว่างความผูกพันส่วนตัวของปั จเจกชน ครอบครัว ศาสนา และรัฐมีความผูกพัน ระหว่างชีวติ ทางสังคมกับชีวิตสาธารณะ มีความขัดแย้ งกันอยูต่ รงกลางในเรื่ องของผลประโยชน์สว่ นตัวหลายๆเหตุผลซึง่ นาไปสูผ่ ลประโยชน์ร่วมและความคิดเห็นร่วมกันในสังคม พื ้นที่สาธารณะเกิดขึ ้นได้ อย่างอิสระหลายสถาบัน เช่น สือ่ สิง่ พิมพ์ ชุมนุมนักเขียน สภากาแฟ ผ่านการแสดงออกทางความคิดเห็นแสดงความต้ องการนาไปสูค่ วามเป็ นไปได้ ของ พื ้นที่สว่ นกลาง Habermas ได้ แบ่งสังคมออกเป็ นสองระดับหรื อสองส่วน ได้ แก่ ส่วนที่เรี ยกว่า System และส่วนที่เรี ยกว่า Life world ในส่วนของ System เป็ นอาณาบริ เวณของการปกครองและควบคุมโดยรัฐผ่านกระบวนการทางราชการ เป็ น การใช้ เหตุผลในฐานะทีเ่ ป็ นเครื่ องมือและเป็ นไปตามหลักการปกครองโดยกฎหมาย สาหรับอาณาบริ เวณในส่วนที่เรี ยกว่า Life world เป็ นอาณาบริ เวณแห่งเสรี ภาพทางจิตสานึกและการสื่อสารของปั จเจกชนแต่ละคน เป็ นอาณาบริ เวณแห่งการ ปลดปล่อยทางจิตสานึกของมนุษย์ที่รองรับการใช้ เสรี ภาพในการสือ่ สารความคิดเห็นของปั จเจกชนและการก่อกาเนิดของ วิถีชีวิตแบบประชาธิปไตย ในโลกสมัยใหม่ ชีวติ ประจาวันของมวลชนนับวันก็ยงิ่ จะถูกควบคุมมากขึ ้นทุกทีๆ ภายใต้ อิทธิพลจากการกาหนดกฎเกณฑ์หรื อภายใต้ ระบบกฎหมายที่รัฐและตลาดสร้ างขึ ้นมาทดแทน Jacques Rancière การไม่เห็นด้ วย (Disagreement) โดยพื ้นฐานแล้ วจะมีลกั ษณะของสุนทรี ยศาสตร์ ใน ความหมายของการท้ าทายตังค ้ าถามกับระบบ การรับรู้ของสังคมที่ดารงอยูก่ ารยอมรับกลุม่ คนที่ ไม่มีเสียง ไม่มีสว่ นและ ไม่มีพื ้นที่ทางสังคมที่ถกู กัน ออกจากกระบวนการปกครอง Rancière มองว่า สังคมเป็ นเรื่ องของการจัดระเบียบสูงตา่ และ การครอบงาการเก็บกดปิ ดกัน้ และการปฏิเสธการ ดารงอยูข่ อการเมือง เขาเห็นว่าพื ้นฐานของตรรกะ สังคมคือ การจัด ระเบียบแบ่งแยกทาให้ เกิดความ ไม่เสมอภาคและเรี ยกโครงสร้ างการจัดการระเบียบสังคม นี ้ว่า “ตารวจ” การเมืองทางาน อยูบ่ นตรรกะหรื อหลักการของ ความเสมอภาคเท่าเทียมกัน นัน่ คือทุกคนเสมอ ภาคเท่าเทียมกันหมดในตรรกะของ การเมือง ถ้ าหากตรรกะแบบ ตารวจของสังคมคือการปก ครองโดยคนบางกลุม่ ส่วนตรรกะแบบเสมอ ภาคเท่าเทียมของ การเมืองนัน่ ก็คือ การปกครอง แบบประชาธิปไตย การเมืองต่างหากที่สร้ างสังคมและทีเ่ ห็นว่าสาคัญ กว่านันก็ ้ คือ ความ ขัดแย้ ง ระหว่างตรรกะทัง้ 2 ชุด คือ ตรรกะแบบตารวจและตรรกะของการ เมืองที่นาไปสูก่ ารผลิตสิง่ ผิดพลาดของระบบ ทา ให้ เกิดพื ้นที่ของการปะทะขัดแย้ ง เรี ยกว่าความเป็ นการเมืองคือการทาให้ เป็ น ปั ญหาเกิดการตังค ้ าถามหรื อการไม่เห็น ด้ วยกับระบบสังคมการไม่มเี สียงไม่มีพื ้นที่ สามารถปรากฏตัวขึ ้นมาได้ การเมืองเป็ นเรื่ องของสุนทรี ยศาสตร์ ที่นาไปสูก่ าร จัด แบ่งและการแบ่งแยกความเป็ นจริ งทางสังคมใหม่ ด้ วยการสร้ างการรับรู้แบบใหม่ขึ ้นมา เพื่อทาให้ เสียง และตัวตนที่ไม่ เคยมีเสียงและไม่เคยมีพื ้นที่ได้ มเี สียงและมีพื ้นที่ในระบบการสือ่ สารของสังคมนาไปสูก่ าร สร้ างตัวแสดงทางการเมืองที่ สามารถออกเสียงหรื อ พูดในลักษณะร่วมที่เรี ยกว่า พวกเรา หรื อเรา ที่หมายถึงประชาชน ชนชันแรงงาน ้ หรื อ สตรี เป็ นต้ น การเป็ นตัวแสดงทางการเมืองนี่ สาหรับ Rancière ไม่ใช่เรื่ องการยอมรับในสิง่ ที่สงั คมหยิบยื่นให้ แต่หมายถึง การแสดง ความไม่เห็นด้ วย เห็นไม่ตรง กันกับสิง่ ที่ดารงอยู่ และการเมืองสาหรับ Rancière โดยพื ้นฐานแล้ วจะมีลกั ษณะของ สุนทรี ยศาสตร์ ใน ความหมายของการท้ าทายตังค ้ าถามกับระบบการรับรู้ของสังคมที่ดารงอยู่ การยอมรับกลุม่ คนที่ไม่มี
เสียง ไม่มีสว่ น และไม่มีพื ้นที่ทางสังคม ที่ถกู กันออกจาก กระบวนการปกครอง Rancière มองว่าสังคมเป็ น เรื่ องของการ จัดระเบียบสูงตา่ และการครอบงา การเก็บกดปิ ดกัน้ และการปฏิเสธการดารง อยูข่ อการเมือง เขาเห็นว่าพื ้นฐานของตรรกะ สังคมคือความไม่ เสมอภาคและเรี ยกโครงสร้ างการจัดการระเบียบ สังคมนี ้ว่า ตารวจการเมืองเองก็ไม่มีพื ้นที่ที่แน่นอน ตายตัวแต่เป็ นเรื่ องของความสัมพันธ์ในกระบวนการปกครองและถูกปกครอง ไม่วา่ จะเป็ นชนชันแรงงาน ้ โดยเขาได้ อ้างอิง ถึงทฤษฏีมาร์ กซิสต์หรื อชนชันกลาง ้ ในกรณีของทฤษฏีประชาธิปไตยแบบเสรี นิยม รวมถึงใครก็ได้ และต้ องการเข้ ามามี ส่วนบนกิจกรรม ในพื ้นที่ของการแสดงออก ตัวอย่างของประชาธิปไตยเป็ นการเมือง ใน Rancière หมายถึง การเป็ น กิจกรรมทางการเมือง เพราะเป็ น การะกระทาของกลุม่ คนที่ถกู นับเพื่อที่จะไม่นบั รวม ให้ เป็ นส่วนในกระบวนการปกครอง ต้ องการมีสว่ น ในการปกครองจนนาไปสูก่ ารกระทาทางการเมืองที่ เรี ยกว่า ประชาธิปไตย ซึง่ ประชาธิปไตย ไม่ได้ หมาย ถึง การใช้ เสียงส่วนมากเพื่อลบเสียงส่วนน้ อยในระบบการเมืองให้ หายไปอย่างทีเ่ ข้ าใจกัน ประชาธิปไตยจึงเป็ นการปกครอง โดยกลุม่ คนที่ไม่ สมควรที่จะปกครองมาปกครองฉะนันประชาธิ ้ ปไตยสาหรับ Rancière ไม่ใช่เป้าหมายทีด่ ารงอยูแ่ ล้ วเป็ น เพียงสมมติฐานหรื อฐานคติทมี่ ีการเปลีย่ นแปลง ตลอดเวลาและไม่แน่นอน แต่หมายถึงระบบของการ แบ่งแยกการรับรู้ ของคนในสังคมที่ไม่มีหลักประกัน ว่าจะสามารถขจัดความไม่เท่าเทียมกันในสังคมอัน เป็ นผลจากการจัดระเบียบใน ตรรกะแบบตารวจให้ หมดสิ ้นไป และอีกเหตุผลในความเห็นของ Rancière ประชาธิปไตยคือ การปกครองที่ไม่สามารถทา ให้ ทกุ คนเสมอภาคเท่าเทียมกัน แต่ประชาธิปไตยใช้ ความ เสมอภาคเท่าเทียมกันเป็ นเสียงหลัก ในการปกครองรูปธรรม ของชัยชนะของ เหตุผลทางการเมือง และเป็ นวิธีการที่ทาให้ ประชาชน ปรากฏโดยไม่ต้องปรากฏพร้ อมๆกัน ผ่านการอ้ าง ถึง ประชาชน เสียงของประชาชน สิทธิของประชาชน อานาจและการปกครองโดยประชาชนตลอดเวลา ฉะนันการเมื ้ อง ประชาธิปไตยจึงให้ ความสาคัญ ในการสร้ างพื ้นที่ หรื อ เวทีที่สามารถแก้ ปัญหาของ ประชาธิปไตยเกี่ยวกับสิง่ ผิดพลาดใน ระบบเพื่อสร้ างกระบวนการเรี ยนรู้ แบบใหม่ให้ เกิดขึ ้นที่สาคัญ สาหรับ Rancière ยังเห็นว่าหากมีการนับถูกหรื อนับ รวม ส่วนที่ไม่เป็ นส่วนนี ้ไม่สามารถเห็นต่างได้ การเมืองก็เท่ากับสิ ้นสุดลง Case Study การป่ วนทางวัฒนธรรม(culture jamming) เป็ นวัฒนธรรมที่ตอ่ ต้ านธุรกิจขององค์กรใหญ่ถ้าเรี ยกแบบง่ายๆว่า ต่อต้ านระบบทุนนิยม ในช่วงยุค 90's ซึง่ ลักษณะงานจะนาเอาโลโก้ งานออกแบบต่างๆที่มีอยูแ่ ล้ วมาเสียดสีประชดประชัน ด้ วยการเพิม่ เติมหรื อลดทอนทางด้ านดีไซน์ งานลักษณะที่เรี ยกว่า Culture Jamming กล่าวได้ วา่ แย่งเอาอาวุธของศัตรูมา ทาลายศัตรู นิยมรวมเอาเรื่ องของศิลปะผนวกรวมเข้ ากับประเด็นทางการเมือง ปฏิบตั ิการของแบบหักเลี ้ยวกับกระแส หลักและฟื น้ คืนสภาพดังเดิ ้ มทีเ่ คยเป็ นอยู่ เป็ นปฏิบตั ิการที่ตอ่ ต้ าน ต่อสู้กบั การเลียนแบบ (echo) ต้ องการเปรี ยบเปรย เย้ ยหยัน (irony reifying) มากกว่าที่จะปะทะตรง เป็ นการเคลือ่ นไหวที่มงุ่ จะขัดขวาง (disrupt) หรื อบ่อนทาลาย (subvert) สาระสาคัญของการสือ่ สารประชาสัมพันธ์ /สือ่ ความของ กิจการต่างๆหรื อการโฆษณากิจการบริษัท culture jamming มักจะเสนอในเรื่ องที่ตรงกันข้ ามหรื อต่อต้ านการรับรู้ที่เป็ นปกติโดยทัว่ ไปของสังคม รูปแบบการนาเสนอข้ อความต่อต้ าน เหล่านี ้จะแสดงให้ เห็นโดยต่อเติมข้ อความในบิลบอร์ ดโฆษณา และการแสดงสัญลักษณ์บนท้ องถนน บางครัง้ การ ปฏิบตั ิการแบบ culture jamming ก็ใช้ ช่องทางสือ่ ของ mass media ที่จะให้ ความเห็นแบบเยาะเย้ ย แดกดัน เป็ นวิธีการ สือ่ สารของกลุม่ ตน โดยตัวมันเอง /เหมือนไม่มีพลัง เป็ นวิธีการของการช่วงชิงพื ้นที่สาธารณะ แต่เมือ่ ไปรวมกับบาง สถานการณ์ มันจะยกระดับไปเป็ น symbolic ของการเคลือ่ นไหวโดยรวมได้ เช่น กรณีม็อบพันธมิตร กับเพลงคนหน้ า เหลีย่ ม
Facebook Fanpage หนังสือเพี้ยน ป.1 และ การ์ ตูนระทม ทัง้ 2 เป็ นลักษณะของการนาเอาการ์ ตนู มานี มานะ จากหนังสือเรี ยนชันประถม ้ ซึง่ เป็ นสัญลักษณ์ของความเป็ น nostalgia แบบไทยๆ ซึง่ เน้ นเรื่องการรักสถาบันต่างๆ และความเป็ นหมูบ่ ้ านในฝั น นามาบิดและเปลีย่ นความหมายมาแสดงความคิดเห็นของตนเอง ซึง่ หนังสือเพี ้ยน ป.1 จะใช้ การตัดต่อภาพจากต้ นฉบับและใส่เนื ้อหาแสดงความคิดเห็นใหม่ ส่วนการ์ ตนู ระทมจะใช้ การวาดภาพตัวละครขึ ้นมาเอง โดยดึงเอกลักษณ์และชื่อของต้ นฉบับมาใช้ และเป็ นรูปแบบการอ่านการ์ ตนู แบบ 3 ช่อง
Internet MEME ลักษณะของมีม เป็ นการ์ ตนู หรื อรูปภาพที่มซี งึ่ มีกรอบช่องว่างให้ สามารถเติมแต่งแสดงความ คิดเห็นของตามอัธยาศัย ข้ อดีเหมาะสาหรับผู้ที่ไม่เชียวชาญใช้ โปรแกรมตัดต่อภาพหรื อวาดภาพเอง ทาให้ สะดวกและเปิ ด โอกาสในการขยายให้ เกิดวงกว้ างในการเข้ าถึง สือ่ สารแสดงสูส่ าธารณะ อินเตอร์ เน็ตมีมอันเป็ นที่ร้ ูจกั เช่น 9gag in thai
Media Production มานี มานะ ถือเป็ นความทรงจา เป็ นการะลึกความฝั นในวัยเยาว์สาหรับคนไทยใน ช่วงเวลาหนึง่ แต่เมื่อผู้ใช้ ระลึกความฝั นบนพื ้นที่โลกออนไลน์บน อินเตอร์ เน็ต กลับพบว่าสิง่ ที่ระลึกถึงในบางครัง้ ไม่เหมือนกับที่ตวั เองนึกหรื อกลับ เป็ นตรงกันข้ าม เนื่องจากผู้ใช้ อินเตอร์ มีมากหน้ า หลายตามีความแตกต่าง ทางด้ านเพศ วัย และหลากความคิดเห็น ลักษณะบนพื ้นที่บนโลกออนไลน์มีการไหลเวียนของข้ อมูลที่หลากหลาย เปลีย่ นแปลงตลอดเวลาเหมือนคลืน่ ทะเล เมื่อผู้คนจะ เข้ ารับข้ อมูลหรื อไปโต้ คลืน่ สิ่งที่ทาให้ เราไหลไปข้ างหน้ าก็คือ กระแสของข้ อมูล เราอยูใ่ นสภาวะกระโดด ไปแล้ วไหล เพื่อแสดง ความเป็ นตัวเอง จนบางครัง้ เราเกิดความไม่แน่ใจในตัวของการ์ ตนู ที่เรารู้สกึ เป็ นเรื่องเล่าของใคร เป็ นเรื่ องที่ผ้ ใู หญ่เล่าเพื่อสอน เด็ก หรื อเป็ น เด็กเล่าให้ ผ้ ใู หญ่ฟัง ทาให้ เปิ ดโอกาสให้ เกิดการสร้ างสรรค์และ ป่ วนปั่ นให้ คราวเดียวกัน
Installation