กรณีศึกษา ธุรกิจเขียว #5: ปูนลำปาง

Page 1

ปูนลำ�ปาง กรณีศึกษา นวัตกรรมสีเขียว #5 | GREEN INNOVATION CASE STUDY #5

จัดทำ�โดย บริษัท ป่าสาละ จำ�กัด | กรกฎาคม 2558


02


Semi-Open Cut นวัตกรรมทีแ่ ก้ปญ ั หาด้วยตัวเอง ขั้นตอนการทำ�เหมืองในอดีตจะเริ่มจากการออกแบบวางแผนเหมือง ไปสู่ ขั้นตอนการพัฒนาเพื่อเตรียมการที่หน้าเหมือง ขั้นตอนการผลิต (ระเบิดหิน) สุดท้ายคือขั้นตอนดำ�เนินการปิดเหมืองและการฟื้นฟู ซึ่งแต่ละขั้นตอนก็จะ มีปญ ั หาทีต่ อ้ งพยายามแก้ไข เช่น ปัญหาการฟุง้ กระจายของฝุน่ และเสียงดัง จากการระเบิด ปัญหาในการฟื้นฟูเหมือง เอสซีจี ซึ่งเริ่มผลิตปูนซีเมนต์ใน ประเทศตั้งแต่ปี 2456 ก็พยายามหาวิธีการควบคุมและป้องกันผลกระทบ เหล่านีม้ าโดยตลอด ด้วยวิธกี ารฉีดพรมนํา้ ทีห่ น้าเหมืองก่อนและขณะทำ�งาน แต่เมื่อมีแผนที่จะเปิดโรงงานผลิตปูนซีเมนต์แห่งใหม่ที่จังหวัดลำ�ปางในปี 2537 ก็มโี จทย์อกี ข้อให้เอสซีจตี อ้ งขบคิดหาวิธกี ารแก้ปญ ั หาจากการทำ�เหมือง แบบเดิมมากยิง่ ขึน้ เพราะเหมืองและโรงงานแห่งใหม่นจ้ี ะไปตัง้ อยูใ่ นพืน้ ทีป่ า่ คือเขตป่าสงวนแห่งชาติแม่ทรายคำ� แม้ว่าจะเป็นสวนป่าเศรษฐกิจที่ถูก ทำ�ลายจนแทบไม่เหลือสภาพป่าแล้วก็ตาม ยิ่งกว่านั้น หากย้อนกลับไปช่วงที่ปูนลำ�ปางเริ่มดำ�เนินการ คือได้รับอนุญาต คำ�ขอประทานบัตรในปี 2534 และ 2535 ดำ�เนินการออกแบบเหมืองในปี 2535 เริม่ การพัฒนาหน้าเหมืองและก่อตัง้ โรงงานในปี 2537 และเริม่ การผลิต ตอนปลายปี 2539 นั้น เป็นช่วงที่กระแสการต่อต้านโรงงานอุตสาหกรรม เพราะมีปัญหาเรื่องก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซต์ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพผู้คน ในชุมชนรอบเหมือง แน่นอนว่าการทำ�เหมืองปูนของเอสซีจีในพื้นที่ตำ�บล บ้านสา อำ�เภอแจ้ห่ม จังหวัดลำ�ปาง ย่อมถูกจับตาจากชุมชนรอบๆ เป็น พิเศษ เพราะการตั้งเหมืองและโรงงานผลิตปูนซีเมนต์ในพื้นที่ป่าไปกันไม่ได้ เลยกับเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังกังวลว่าจะเกิดผลกระทบต่อ ชุมชน ปูนลำ�ปาง ซึ่งก็ดำ�เนินงานภายใต้อุดมการณ์ 4 คือ ตั้งมั่นในความเป็นธรรม มุง่ มัน่ ในความเป็นเลิศ เชือ่ มัน่ ในคุณค่าของคน และถือมัน่ ในความรับผิดชอบ ต่อสังคมของเอสซีจีอยู่แล้ว จึงต้องหามาตรการเสริมเพื่อสร้างความเชื่อมั่น

03


ให้กับคนในชุมชน ด้วยการประกาศหลักการ 4 ข้อเพิ่มเติม ได้แก่ สร้างงาน สร้างความเจริญ รักษาสิ่งแวดล้อม และเป็นพลเมืองดีของลำ�ปาง “ก่อนตั้งโรงงานที่ไหนก็ตาม สิ่งที่เราทำ�เป็นปกติก็คือการทำ�ความ เข้าใจกับชาวบ้านว่าเราจะทำ�อะไร การจัดการแต่ละด้านเราทำ�อะไร บ้าง ทั้งตัวเหมือง ตัวโรงงาน และปัญหาที่เขาสนใจ โดยเฉพาะการใช้ ลิกไนต์เป็นเชื้อเพลิง แล้วเราก็พาผู้นำ�ชุมชนไปดูงานที่ภาคกลาง และ ให้สัญญาว่าเราจะทำ�ให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม” ธีรพันธ์ เมธังกูร ผู้จัดการส่วน

พัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (ลำ�ปาง) จำ�กัด เล่าให้ฟัง ในหลักการ

เอสซีจีจึงนำ�นวัตกรรมการทำ�เหมืองสีเขียวคือ Semi-Open Cut Mining ที่ บริษัทพัฒนาขึ้นเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน มาใช้ที่ปูน ลำ�ปางเป็นครั้งแรก การทำ�เหมืองปูนแบบ Semi-Open Cut Mining เป็นการผสมผสานระหว่าง การทำ�เหมืองแบบเก่าของบริษัท คือการทำ�เหมืองแบบขุดตัก (Open Pit Mining Method) หรือการเปิดพื้นที่ลงไปเป็นบ่อ และการทำ�เหมืองแบบ ตัดยอด (Top Cut หรือ Open Cut Mining Method) เข้าไว้ด้วยกัน โดยที่ Semi-Open Cut จะเป็นการทำ�เหมืองแบบเปิดกลางเขา และมีการเว้น พื้นที่ขอบแนวประทานบัตรไว้เป็นพื้นที่สีเขียว เพื่อให้เป็นแนวกันชนหรือ buffer zone ตลอดแนวขอบเหมือง “เมื่อเราออกแบบการทำ�เหมืองแบบใหม่ขึ้นมา ก็ต้องการ identify ว่า เรามีวิธีการทำ�เหมืองที่แตกต่างจึงตั้งชื่อว่า Semi-Open Cut Mining ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำ�คัญที่เรานำ�มาใช้ยืนยันกับชุมชนว่า เราให้ความ สำ�คัญในเรื่องการดูแลสิ่งแวดล้อมและชุมชนมากกว่าคำ�มั่นสัญญา ลอยๆ จากใครคนใดคนหนึ่งในปูนลำ�ปาง ซึ่งพอคนคนนั้นออกไปก็ อาจจะจบ แต่คำ�มั่นสัญญานี้ไม่ว่าใครจะไปจะมาเราก็จะทำ�เหมืองแบบ Semi-Open Cut อย่างต่อเนื่อง และทำ�มา 20 ปีแล้ว” สัมพันธ์ ทาใจ

ผู้จัดการส่วนเหมือง บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำ�กัด (ลำ�ปาง) กล่าว

04


ไม่เพียงเท่านั้น จากต้นแบบที่ลำ�ปาง เมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว เหมืองปูนแห่ง อืน่ ๆ ของเอสซีจี ไม่วา่ จะเป็นทีท่ า่ หลวง แก่งคอย จังหวัดสระบุรี หรือทีท่ งุ่ สง จังหวัดนครศรีธรรมราช ต่างก็ปรับเปลีย่ นวิธกี ารทำ�เหมืองแบบเดิมมาเป็นแบบ Semi-Open Cut กันทั้งหมด โดยใช้ระยะเวลาในการปรับเปลี่ยน 1-2 ปี เพื่อให้มองเห็นภาพได้ง่าย เอสซีจีเปรียบเทียบการทำ�เหมืองแบบ SemiOpen Cut ว่าเหมือนกับการรับประทานแตงโมโดยการผ่าแตงโมครึ่งลูก (ประหนึ่งการทำ�ยอดเขาให้เป็นพื้นที่ราบเฉกเช่นการทำ�เหมืองแบบตัดยอด) แล้วรับประทานแต่เนื้อแตงโมสีแดงด้านในตรงกลาง (เปรียบได้กับการ ทำ�เหมืองแบบขุดตัก ซึ่งจะมีการขุดลงไปเป็นบ่อ ลดหลั่นเป็นขั้นบันได) ส่วนเปลือกสีเขียวข้างนอกจะเว้นไว้ให้มีสภาพเช่นเดิม เพื่อใช้เป็นแนว กันชนธรรมชาติสำ�หรับป้องกันผลกระทบต่างๆ รวมถึงเมื่อมองเข้ามาจาก ภายนอกเหมือง ต้นไม้บริเวณแนวกันชนก็ทำ�ให้ดูเหมือนมีภูเขาอยู่ โดยยิ่งเมื่อทำ�เหมืองลึกลงไปก็จะมีมุมเขาช่วยป้องกันและลดผลกระทบต่อ พื้นที่ภายนอกเหมืองด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบจากฝุ่น เสียง และ แรงสั่นสะเทือน เพราะการระเบิดหินในบ่อจะช่วยลดเสียง และทำ�ให้ฝุ่น ไม่สามารถออกไปกระทบกับพื้นที่อื่นได้ ส่วนพื้นที่นอกบ่อเหมืองที่เว้นไว้ก็ จะทำ�หน้าที่เป็นกำ�แพงป้องกันตามธรรมชาติ ซึ่งตามรายงานการวิเคราะห์ ผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA (Environmental Impact Assessment) ที่ปูนลำ�ปางเสนอสำ�นักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่ง แวดล้อม (สผ.) ระบุว่าจะเว้นพื้นที่แนวขอบเหมืองไม่น้อยกว่า 50 เมตร เพื่อให้กว้างเพียงพอที่จะคงอยู่ได้อย่างปลอดภัย ไม่พังทลายลงมาภาย หลัง แต่ในความเป็นจริงแล้วปูนลำ�ปางเว้นพื้นที่ส่วนนี้ไว้ 100 เมตร เพื่อให้ ป้องกันผลกระทบได้ดีที่สุด “จริงอยู่ว่าตอนระเบิดอาจจะเกิดฝุ่นฟุ้งอยู่ระยะเวลาหนึ่ง แต่สุดท้าย ฝุ่นก็จะตกลงมาอยู่ในพื้นที่เดิม หรืออาจจะมีช่วงแรกที่ทำ�การตัด ยอดเขาที่อาจจะมีฝุ่นปลิวบ้าง ซึ่งเราก็มีการควบคุมผลกระทบด้วย การฉีดพรมนํ้าบริเวณหน้าเหมืองก่อนการระเบิด ติดตั้งตัวจับฝุ่น

05


ที่เครื่องขุด และแก้ไขปัญหาเรื่องเสียงด้วยการติดตั้ง silencer กับ เครื่องจักรเหมือง” ผู้จัดการส่วนเหมืองอธิบาย

นอกจากตัวเหมืองและการฉีดพรมนํ้าที่หน้าเหมืองจะช่วยลดผลกระทบ เรื่องฝุ่นละอองแล้ว ทางปูนลำ�ปางก็ยังมีมาตรการเสริมอื่นๆ ด้วย เช่น การ พ่นสเปรย์นํ้าตามจุดต่างๆ ในโรงย่อยหิน ตั้งแต่อ่างรับเทหิน จุดถ่ายเทต่าง ระดับในสายพานลำ�เลียง รวมถึงกำ�หนดให้มีการทำ�งานภายในเหมืองเพียง วันละ 1 กะ และทำ�การระเบิดหินเฉพาะเวลากลางวัน ระหว่างเวลา 15.0016.00 น. สัปดาห์ละ 3 ครั้ง คือในวันจันทร์ พุธ ศุกร์เท่านั้น รวมถึงยังมีการป้องกันผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอื่นๆ เช่น การจัดการนํ้า บนเหมืองหินปูนด้วยการวางระบบรางระบายนํ้า เพื่อรวบรวมและเก็บกัก นํ้าฝนลงในบ่อพัก และสูบกลับมาใช้ในการควบคุมฝุ่นที่เกิดจากการบด ย่อยหิน ฝุ่นจากการจราจรขนส่งบนเหมือง และรดนํ้าต้นไม้ที่ปลูกเพื่อฟื้นฟู เหมือง ทำ�ให้ไม่ให้มีการปล่อยนํ้าทิ้งออกสู่สิ่งแวดล้อมและไม่สร้างปัญหา ให้กับชุมชน นอกจากช่วยลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว สิ่งสำ�คัญอีกอย่างของการ ทำ�เหมืองแบบ Semi-Open Cut คือช่วยลดผลกระทบด้านอารมณ์และ ความรู้สึกของคนในชุมชน หรือคนที่สัญจรผ่านไปมาบริเวณที่ตั้งเหมือง จากทัศนียภาพที่เปลี่ยนไปของภูเขา “เพราะแต่เดิมคนจะเห็นภูเขาเขียว หรือภูเขาสูง แต่อยู่มาวันดีคืนดี ภูเขาอาจจะกลายเป็นสีขาวจากการระเบิด ซึ่งทำ�ให้ผู้คนตกใจกลัว เสียใจ เสียดาย จนกลายเป็นภาพทีไ่ ม่ดต ี อ่ อุตสาหกรรม และผูป ้ ระกอบ การ แต่การทำ�เหมืองแบบ semi -open cut เราจะเริ่มตัดถนนขึ้นไป บนภูเขา แล้วค่อยๆ ทำ�เหมืองจากพื้นที่ภายในออกมา ต้นไม้บนยอด เขาของพื้นที่รอบนอกที่เราเว้นไว้จึงช่วยบดบังตัวเหมือง แม้ว่าบาง จังหวะอาจจะมองเห็นเหมืองบ้าง แต่เมื่อแนวภูเขาด้านในลดตํ่ากว่า ภูเขาที่เป็นกำ�บังก็จะกลับมามองไม่เห็นได้” สัมพันธ์กล่าวถึงอีกปัญหาที่

เอสซีจีนึกถึงในตอนออกแบบนวัตกรรม Semi-Open Cut

06


ขณะเดียวกันการทำ�เหมืองแบบ Semi-Open Cut ก็ยังตอบโจทย์ทางธุรกิจ ในแง่ของกำ�ลังการผลิต เพราะการเจาะและระเบิดเหมืองแต่ละครั้งจะได้ หินปูนป้อนโรงงานผลิตปูนซีเมนต์ไม่แตกต่างจากการทำ�เหมืองแบบเดิม ของเอสซีจี คือการทำ�เหมืองแบบตัดยอด หรือการขุดตัก ถึงจะมีข้อดีในการป้องกันและช่วยลดปัญหาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทั้ง ในแง่กายภาพและทัศนียภาพ แต่การทำ�เหมืองแบบ Semi-Open Cut ก็ มีสิ่งที่เอสซีจีต้องจ่าย เริ่มจากการเสียโอกาสในการผลิตหินปูนเพราะต้อง เว้นพื้นที่ไว้เป็นแนวกันชน โดยตามรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบทางสิ่ง แวดล้อมที่เอสซีจีทำ�เสนอต่อสำ�นักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อมระบุ ว่า จะเว้นพื้นที่ที่ไม่ทำ�เหมืองไม่น้อยกว่าร้อยละ 30% แต่ปัจจุบันปูนลำ�ปาง เว้นไว้ประมาณเกือบร้อยละ 50 “คือพื้นที่ประทานบัตรเรามีประมาณ 5,200 ไร่ แต่เราจะเว้นไว้เป็น พื้นที่กันชน 2,500 ไร่ แต่ว่าเอาเข้าจริง เรากลับสามารถทำ�เหมือง ลงไปได้ตํ่ากว่าระดับผิวดิน ซึ่งตรงนี้ก็ช่วยลดโอกาสจากการเสีย พื้นที่เป็นแนวกันชนได้มากทีเดียว แต่ก็แน่นอนว่าเราจะต้องไม่ขุดลง

07


ไปตํ่ากว่าระดับตํ่าสุดของนํ้าในอ่างเก็บนํ้าของเขื่อนกิ่วลมที่อยู่ติด กันเหมือง ซึ่งมีระดับนํ้าตํ่าสุดอยู่ที่ 280 เมตร เพื่อป้องกันไม่ให้เกิด ปัญหานํ้าจากเขื่อนไหลเข้ามาที่โรงงานเรา” สัมพันธ์อธิบาย

นอกจากนี้ การทำ�เหมืองแบบ Semi-Open Cut ยังใช้ระยะเวลาเพิ่มขึ้นคือ ประมาณ 2 ปีในการพัฒนาหน้าเหมือง เพราะต้องตัดถนนขึ้นไปบนภูเขา และเข้าไปเปิดหน้าเหมืองตรงกลางพื้นที่เหมือง ทำ�ให้ต้องใช้เงินลงทุนสูง กว่าการทำ�เหมืองแบบ open cut ประมาณร้อยละ 20 แต่เนื่องจากมีค่า ใช้จ่ายในการแก้ไขผลกระทบด้านต่างๆ น้อยกว่า ค่าดำ�เนินงานจึงจะตํ่า กว่าประมาณ 3-5% ซึ่งช่วยประหยัดในระยะยาว เพราะเหมืองแต่ละแห่งมี ระยะเวลาในการดำ�เนินการประมาณ 25 ปี “Semi-Open Cut อาจจะไม่ได้สร้างความได้เปรียบในการแข่งขันให้ กับเอสซีจีในเรื่องต้นทุน แต่เราได้ประโยชน์ในเรื่อง license to operate คือได้รับการยอมรับจากชุมชนให้เราเข้ามาทำ�ธุรกิจในพื้นที่ ซึ่ง มีความสำ�คัญมาก เพราะการขอต่อประทานบัตร การต่อใบอนุญาต การเดินโรงงานทั้งหลาย ก็ต้องได้รับความเห็นชอบจากทางชุมชน ทั้งสิ้น ซึ่งเรามองตรงนี้เป็นหลักมากกว่า และสอดคล้องกับวิสัย ทัศน์ของเอสซีจีว่าเราจะอยู่ร่วมกับชุมชนอย่างไรให้มีความสุข” สุรชัย

นิ่มละออ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (ลำ�ปาง) จำ�กัด สรุปผล ดีของนวัตกรรม Semi-Open Cut

ฟื้นฟูเหมืองตั้งแต่เปิดเหมือง นอกจากต้นแบบเรื่องป้องกันสิ่งแวดล้อมและผลกระทบต่อชุมชนด้วย นวัตกรรม Semi-Open Cut Mining แล้ว เหมืองปูนลำ�ปางยังเป็นต้นแบบ ของการรักษาสิง่ แวดล้อมด้วยการฟืน้ ฟูเหมืองควบคูไ่ ปกับการทำ�เหมืองอีกด้วย

08


“จนกลายเป็นความคิดฝังหัวของวิศวกรเหมืองของเอสซีจีไปแล้ว ว่า อย่าคิดเปิดเหมืองเลย ถ้าไม่ได้ทำ�แผนการปิดเหมืองควบคู่กันไป จากเดิมที่งานฟื้นฟูเหมืองจะไปอยู่สุดท้าย คือเอาวัตถุดิบ เอาของ ที่ใช้ได้ออกไปให้หมดก่อน พอทำ�เหมืองเสร็จจึงค่อยมาคิดเรื่องปิด เหมืองกัน แต่การทำ�เหมืองที่ปูนลำ�ปาง เราทำ�สองเรื่องนี้ไปพร้อมๆ กัน” สัมพันธ์อธิบายความเปลี่ยนแปลงที่สำ�คัญอีกอย่างในการทำ�เหมือง

ปูนของเอสซีจี ซึ่งปัจจุบันได้นำ�ไปใช้กับเหมืองปูนแห่งอี่นๆ ของเอสซีจีแล้ว เช่นกัน สาเหตุสำ�คัญที่ทำ�ให้เอสซีจีคิดเรื่องการปิดและฟื้นฟูเหมืองไปควบคู่กับการ ทำ�เหมืองมาจากประสบการณ์อันยากลำ�บากในการฟื้นฟูเหมืองหลังจาก การทำ�เหมืองเสร็จ เพราะหลังจากโดนระเบิดและนำ�แร่หรือหินปูนออกไป ใช้ประโยชน์จนหมดแล้ว พื้นที่เหมืองร้างที่ถูกทิ้งไว้ก็กลายเป็นพื้นที่ที่เข้าถึง ได้ยาก เนื่องจากระดับความต่างระหว่างพื้นที่ขอบเหมืองกับพื้นที่ด้านล่าง อาจจะมากถึง 200-300 เมตร ทำ�ให้การเข้าไปปรับปรุงดินและปลูกต้นไม้ ทำ�ได้ยาก ใช้เวลา และใช้เงินสูง จึงไม่น่าแปลกใจที่มีเหมืองมากมายทิ้ง ความเสียหายไว้เบื้องหลัง สำ�หรับที่เหมืองปูนลำ�ปาง การฟื้นฟูเหมืองจะเริ่มตั้งแต่การเริ่มเปิดเหมือง โดยพื้นที่ตรงยอดเขาในบริเวณขอบเหมืองที่เว้นไว้ให้เป็นแนวกันชน ซึ่งมี ต้นไม้อยู่แล้ว ก็จะมีการปลูกต้นไม้เพิ่มเติม นอกเหนือจากการปลูกต้นไม้ ตามคันดินไหล่ทาง ข้างถนนขนส่ง ตามหน้าผาและไหล่ผา ส่วนการฟื้นฟูพื้นที่เหมืองก็จะเริ่มดำ�เนินการทันที หากมีพื้นที่หน้าเหมือง ส่วนใดที่ผ่านการทำ�เหมืองจนเสร็จสิ้นแล้วและจะไม่มีการแตะต้องส่วนนั้น อีก โดยในช่วง 12 ปีแรกปูนลำ�ปางได้ศึกษาหาความรู้จากตำ�รา คู่มือ และ ทดลองฟื้นฟูเหมืองด้วยตัวเอง แต่นับจากปี 2551 เป็นต้นมาได้มีการเชิญ ทีมนักวิจัยการฟื้นฟูป่ามาเป็นที่ปรึกษา เพื่อให้ได้ข้อมูลที่น่าเชื่อถือ และ มีการฟื้นฟูป่าได้อย่างเหมาะสมกับระบบนิเวศของพื้นที่อย่างแท้จริง โดย ทางปูนลำ�ปางได้ให้หน่วยวิจัยการฟื้นฟูป่า ภาควิชาชีววิทยา มหาวิทยาลัย เชียงใหม่ หรือ Forest Restoration Research Unit - FORRU มาดำ�เนิน

09


การศึกษาการฟื้นฟูเหมืองหินปูนและศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพ ในพื้นที่เหมืองปูนลำ�ปาง เพื่อใช้เป็นแนวทางในการฟื้นฟูหลังจากกิจกรรม การทำ�เหมืองสิ้นสุดลง ปัจจุบันได้ทำ�วิจัยเรื่องเมล็ดพันธุ์ที่จะปลูกเสร็จแล้ว ซึ่งจะเป็นเมล็ดพันธุ์พืชจากป่าอนุรักษ์ที่เป็นป่าดั้งเดิมในบริเวณเหมือง แต่ กำ�ลังศึกษาเรื่องการเจริญเติบโตของวิธีการปลูกหลายรูปแบบ “จำ�นวนเงินสำ�หรับการฟื้นฟูเหมืองในขั้นตอนสุดท้ายกับการค่อยๆ ฟื้นฟูเหมืองไม่มีความแตกต่างกัน แต่การฟื้นฟูเหมืองหลังปิด เหมืองแล้วจะเหมือนกับคุณต้องจ่ายเงินตูม 100 บาทในวันสุดท้าย ส่วนการฟื้นฟูเหมืองควบคู่ไปกับการทำ�เหมือง คุณจะค่อยๆ ทยอย จ่ายเงินทีละ 5 บาท ซึ่งหากทำ�ผิดพลาดอะไรในระหว่างการฟื้นฟู เรา ก็จะเสียเงินแค่ 5 บาท ไม่ได้เสียทั้ง 100” สัมพันธ์อธิบาย

การทยอยฟื้นฟูเหมืองยังทำ�ให้พื้นที่ป่าค่อยๆ กลับคืนมา ต่างจากการฟื้นฟู เหมืองหลังทำ�เสร็จแล้วซึง่ ต้องใช้เวลาหลายสิบปี กว่าจะได้พน้ื ทีป่ า่ กลับคืนมา โครงการซีเมนต์ที่ยั่งยืนของสภาธุรกิจโลกเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (WBCSD CSI – World Business Council for Sustainable Development, Cement Sustainable Initiative) แนวร่วมภาคธุรกิจด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนที่เก่าแก่ ที่สุดในโลก ได้ยกให้การทำ�เหมืองแบบ Semi-Open Cut ของ เอสซีจี เป็น “วิธีปฏิบัติอันเป็นเลิศ” หรือ best practice ในการทำ�เหมืองอย่างยั่งยืนใน ปี 2545

ใส่ใจสิ่งแวดล้อมของโรงงาน นอกจากการทำ�เหมืองที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมแล้ว ปูนลำ�ปางยังให้ความ สำ�คัญกับกระบวนการผลิตปูนซีเมนต์ดว้ ยเทคโนโลยีทเ่ี ป็นมิตรต่อสิง่ แวดล้อม และประหยัดพลังงาน อย่างเช่น การเลือกใช้เครือ่ งจักร KHD ซึง่ เป็นเครือ่ งจักร ในการผลิตปูนซีเมนต์คุณภาพสูงและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมจากประเทศ

010


เยอรมนี รวมถึงยังให้ความสำ�คัญกับการใช้พลังงานทดแทน เพื่อลดการใช้ พลังงานเชื้อเพลิงประเภทฟอสซิล และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออก ไซต์ออกสู่ชั้นบรรยากาศ ซึ่งสุรชัยบอกว่า ปูนลำ�ปางหาทางนำ�เทคโนโลยีที่ ช่วยลดการใช้พลังงานมาใช้กับโรงงานโดยตลอด “แม้วา่ บางครัง้ เงินทีใ่ ช้ในการลงทุนเพือ่ ทำ�โครงการลดการใช้พลังงาน จะมีระยะเวลาในการคืนทุนนานกว่าปกติก็ตาม เช่น ถ้าเป็นโครงการ ทั่วไปเราจะดูระยะเวลาคืนทุน 4 ปี แต่ถ้าเป็นเรื่องพลังงานแม้ว่านาน กว่านั้นเราก็ทำ� เพราะเป็นเรื่องสำ�คัญ และนับวันพลังงานก็มีราคา สูงขึ้นเรื่อยๆ” สุรชัยกล่าว พร้อมกับยกตัวอย่างโครงการประหยัดพลังงาน

สำ�คัญๆ ที่เกิดขึ้นที่ปูนลำ�ปางประกอบ

เริ่มจากโครงการติดตั้งเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้าจากความร้อนเหลือทิ้งจาก กระบวนการผลิตปูนซีเมนต์ (Waste Heat Generator หรือ WHG) โดยนำ� เอาลมร้อนที่เหลือจากกระบวนการผลิต คือลมร้อนที่เหลือทิ้งจากหออุ่น วัตถุดิบ (Pre Heater) หม้อเย็น (Cooler) และหม้อเผา ซึ่งสูงถึง 300 องศา เซลเซียส กลับมาต้มนา้ํ ให้เดือดแล้วนำ�ไปปัน่ ไฟ เพือ่ ใช้เป็นพลังงานทดแทน ที่หม้อไอนํ้า ซึ่งสามารถทดแทนการซื้อกระแสไฟฟ้าจากภายนอกลงได้ ประมาณ 30% คือทำ�ให้ลดภาระการใช้ไฟฟ้าได้สูงสุด 8.4 เมกกะวัตต์ ลด ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 7,723 ตัน/ปี โดยปูนลำ�ปางเริ่มดำ�เนิน โครงการนี้ตั้งแต่เมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 2552 ด้วยเงินลงทุนประมาณ 500 ล้านบาท ระยะเวลาการคืนทุน 7 ปี อีกโครงการที่เริ่มดำ�เนินการในช่วงเวลาใกล้เคียงกับโครงการ WHG ก็คือ การนำ�ลิกไนต์ผสมเปลือกดินมาใช้เป็นเชื้อเพลิงส่งให้เตาเผาปูนซีเมนต์ โดย ลิกไนต์ผสมเปลือกดินที่นำ�มาใช้นี้เป็นผลผลิตจากโรงงานผลิตลิกไนต์ของ เอสซีจี ที่อำ�เภอสบปราบ จังหวัดลำ�ปาง ซึ่งในอดีตจะถูกกองทิ้งไว้ ไม่มีใคร นำ�ไปใช้ เนื่องจากค่าความร้อนตํ่า คือ 3,000 กิโลกรัมแคลอรี่/กิโลกรัม เมื่อ เทียบกับลิกไนต์คุณภาพสูงที่จะให้ค่าความร้อนประมาณ 5,000 กิโลกรัม แคลอรี่/กิโลกรัม ดังนั้นแม้ว่าลิกไนต์ผสมเปลือกดินจะราคาตํ่ากว่าลิกไนต์

011


ธรรมดาถึง 50% แต่เมื่อเทียบกับค่าความร้อนที่ได้และค่าใช้จ่ายในการ ขนส่งแล้ว การซื้อลิกไนต์คุณภาพดีไปใช้จะให้ประโยชน์มากกว่า ด้วยเหตุนี้ปูนลำ�ปางจึงหาวิธีที่จะนำ�ลิกไนต์ผสมเปลือกดินมาใช้ เพราะ แหล่งวัตถุดิบอยู่ไม่ไกลจากที่ตั้งโรงปูนนัก โดยวิศวกรของเอสซีจีได้แก้ ปัญหาเรื่องความร้อนด้วยการลงทุนติดตั้งเครื่องจักรที่เรียกว่า Gasifier เพิ่ม เพื่อแปลงลิกไนต์ผสมเปลือกดินที่มีความร้อนตํ่าออกมาเป็นแก๊สเชื้อเพลิง ส่งให้เตาเผาปูนซีเมนต์ได้สำ�เร็จในปี 2552 ก่อนที่จะติดตั้ง Gasifier เพิ่มขึ้น อีกตัวในปี 2554 เพื่อให้พอรองรับกับปริมาณของลิกไนต์ผสมเปลือกดินที่มี อยู่ ทำ�ให้ปูนลำ�ปางได้พลังงานจากส่วนนี้ประมาณ 15-17% โดยลงทุนไป ประมาณ 200 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีโครงการเชื้อเพลิงทดแทนที่ธีรพันธ์กล่าวว่าเป็นความภูมิใจ ของปูนลำ�ปาง คือโครงการเชื้อเพลิงแข็งทดแทน หรือ RDF: Refuse Derived Fuel ซึ่งเป็นการนำ�พลาสติกหรือเศษผ้าที่ไม่ใช้แล้วจากสถานี จัดการขยะมูลฝอยมาใช้เป็นเชื้อเพลิงให้กับโรงงานปูนซีเมนต์ เพราะแม้ว่า พลังงานความร้อนที่ได้จะไม่ถึง 1% แต่เป็นโครงการที่ประสบความสำ�เร็จ ในการทำ�ให้ชุมชนรอบๆ และเอเยนต์ หันมาคัดแยกขยะ ซึ่งช่วยลดปัญหา เรื่องสิ่งแวดล้อม และกำ�จัดขยะได้อย่างถูกวิธีโดยส่งขยะที่ไม่สามารถ รีไซเคิลได้มาให้ปูนลำ�ปางทำ�เป็นเชื้อเพลิง ด้วยการนำ�ไปเผาที่อุณหภูมิ 1,450 องศาเซลเซียส ส่วนขยะที่สามารถรีไซเคิลก็นำ�ไปขายเป็นรายได้สู่ ครัวเรือนหรือชุมชน โดยปัจจุบันแต่ละเดือนจะมี RDF เข้าสู่โรงงานเดือนละ 25 ตัน จากพื้นที่บ้านสา บ้านสบลืน บ้านสามขา เทศบาลแจ้ห่ม เอเยนต์ที่ เชียงใหม่และพะเยา นอกจากการทำ�โครงการพลังงานทดแทนในรูปแบบต่างๆ แล้ว ปูนลำ�ปาง ยังมีการปรับปรุงการผลิตเพื่อให้ใช้พลังงานน้อยลงด้วย เช่น ในปี 2553 ได้ ทำ�การปรับปรุงชุดคัดแยกขนาดในการบดปูนซีเมนต์ ส่งผลให้ลดการใช้ พลังงานไฟฟ้าลงได้ 11 ล้านหน่วยต่อปี และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลงได้มากกว่าปีละ 5,800 ตันต่อปี

012


รวมถึงยังมีการติดตั้งเครื่องบดปูนเม็ดให้เป็นปูนหยาบ ก่อนที่จะเอามาบด ละเอียดเป็นปูนซีเมนต์ ซึ่งเรียกว่า pre-grinding โดยเริ่มเดินเครื่องเมื่อ ปลายปี 2555 ด้วยเงินลงทุน 250 ล้านบาท มีระยะเวลาการคืนทุน 7 ปี ช่วยเพิ่มกำ�ลังการผลิตและประหยัดพลังงานได้กว่า 10 กิกะวัตต์ชั่วโมงต่อ ปี หรือลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 5,000 ตันต่อปี “โดยปกติพอเราผลิตปูนเม็ดได้ เราก็จะเอาปูนเม็ดมาใส่หม้อบดปูน แต่วา่ ตรงนีเ้ ราจะเอามาบดหยาบก่อน ทำ�ให้กระบวนการบดปูนซีเมนต์ ลดลง การลดใช้พลังงานจะเป็นเรือ่ งทีเ่ ราต้องทำ�ต่อไป เพราะเป็นต้นทุน หลักของการผลิตปูนซีเมนต์” สุรชัยกล่าว

ส่วนการป้องกันปัญหาสิ่งแวดล้อมจากการผลิตปูนซีเมนต์ในเรื่องของฝุ่น ละอองนั้น ปัจจุบันปูนลำ�ปางใช้การควบคุมฝุ่นด้วยเครื่องกำ�จัดฝุ่นแบบ ไฟฟ้าสถิตย์ (EP หรือ Electrostatic Precipitator) ในทุกจุดของระบบการ ผลิตที่เป็นแหล่งกำ�เนิดฝุ่น โดย EP กำ�จัดฝุ่นได้มากถึง 99.97% รวมถึงมี แผนการบำ�รุงรักษาอุปกรณ์แบบป้องกัน เพื่อให้สามารถทำ�งานได้อย่างมี ประสิทธิภาพตลอดเวลา “เพราะสิ่งที่โรงปูนจะกระทบชุมชนได้ง่ายคือฝุ่นละออง เราจึงต้อง ระมัดระวังทัง้ ในส่วนของเหมืองและโรงงาน ดังนัน ้ ถ้าเครือ่ งดักฝุน ่ เสีย เราจะหยุดเดินเครื่องเลย และถ้าชุมชนมีการร้องเรียนเข้ามาเมื่อไหร่ เราจะไปพิสูจน์ว่าเป็นฝุ่นจากเราหรือเปล่า หากใช่จะได้แก้ปัญหา” ธีร

พันธ์กล่าว

ปัจจุบัน ปูนลำ�ปางกำ�ลังอยู่ระหว่างการศึกษาที่จะเปลี่ยนเทคโนโลยีการจับ ฝุ่นจาก EP มาเป็น Bag Filter ซึ่งจะต้องใช้เงินประมาณ 200 กว่าล้านบาท แต่จะทำ�ให้ค่าการปล่อยฝุ่นลดลงไปอย่างก้าวกระโดด คือลงไปอยู่ในระดับ 10-20 มิลลิกรัม/นอมอลคิว เท่านั้น ตํ่ากว่าค่าการปล่อยฝุ่น (Emission Specification) ทีป่ นู ลำ�ปางกำ�หนดไว้วา่ ต้องไม่เกิน 50 มิลลิกรัม/นอมอลคิว

013


ในส่วนของการจัดการนํ้าของโรงงานนั้น โรงผลิตปูนใช้นํ้าแบบวงจรปิด คือ หลังจากโรงงานใช้นํ้าเพื่อลดอุณหภูมิของก๊าซร้อนในกระบวนการผลิตและ หล่อเย็นเครื่องจักรแล้ว โรงงานก็จะนำ�นํ้าที่ใช้ในการหล่อเย็นแล้วหมุนเวียน กลับมาใช้ใหม่ทง้ั หมด ไม่ปล่อยออกสูภ่ ายนอกโรงงาน เพือ่ ใช้นา้ํ อย่างคุม้ ค่า นอกจากดูแลสิ่งแวดล้อมของเหมืองและโรงงานแล้ว ปูนลำ�ปางยังส่งเสริม คู่ค้าให้ดูแลสิ่งแวดล้อมด้วยการเลือกใช้สินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (green procurement) หรือการจัดซือ้ สินค้าจากผูป้ ระกอบการทีม่ กี ระบวนการ ผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งยังมีการสนับสนุนให้คู่ค้าและเครือข่าย กัลยาณมิตรเข้าสู่กระบวนการรับรองอุตสาหกรรมสีเขียว และยังช่วยเพิ่ม ความสามารถในการแข่งขันด้วยการร่วมออกแบบวาง Lay-Out คลังสินค้า ของร้านผู้แทนจำ�หน่าย เพื่อช่วยลดการใช้พลังงานและต้นทุน รวมถึงการใช้ เครือ่ งมือขนส่งขนถ่ายปูนซีเมนต์ (ถุง) ทีช่ ว่ ยลดแรงงาน ลดเวลา ลดต้นทุน ในการรักษาสภาพแวดล้อม นอกจากนี้ยังมีการจัดระบบการขนส่งให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น จัด ระบบรถรับส่งปูนซีเมนต์ไม่ให้จอดรอนาน เพือ่ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดการใช้นํ้ามันเชื้อเพลิง รวมทั้งกำ�หนดมาตรการควบคุมและดูแลผู้ขนส่ง ในท้องถิ่นให้ขนส่งอย่างถูกวิธี ไม่สร้างมลภาวะให้สิ่งแวดล้อม รังสรรค์ แก้วโชติช่วงกุล เจ้าของและผู้จัดการ หจก.ลำ�ปาง พี.ดี.บริการ ซึ่ง รับขนส่งถ่านหินลิกไนต์จากเหมืองที่อำ�เภอสบปราบ ส่งให้กับโรงงานปูน ลำ�ปางที่แจ้ห่มมาเป็นระยะเวลา 7 ปี เล่าให้ฟังว่า การทำ�งานกับปูนลำ�ปาง มีความแตกต่างกับการขนส่งให้ลูกค้ารายอื่น เพราะทางปูนลำ�ปางจะมีกฎ ระเบียบที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่เกี่ยวข้อง กับความปลอดภัย เช่น การแต่งกายของพนักงานขับรถ ซึ่งต้องแต่งกายให้ สุภาพ ใส่เสื้อสะท้อนแสง และใส่หมวกนิรภัยเมื่อเข้าไปในบริเวณเหมือง ก่อนออกจากเหมืองต้องมีการคลุมผ้าใบให้เรียบร้อย เพื่อป้องกันไม่ให้ ถ่านหินตกหล่นบนพื้นผิวการจราจร และไม่ก่อให้เกิดการฟุ้งของฝุ่น ไม่ บรรทุกนํ้าหนักเกิน 33 ตัน นอกจากนี้ยังมีการส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจดูตัวถัง รถว่าไม่มีรอยรั่วหรือรอยผุ มีการควบคุมความเร็ว เช่น หากวิ่งผ่านชุมชน

014


ต้องใช้ความเร็วไม่เกิน 17 กิโลเมตร เพื่อความปลอดภัยและไม่รบกวน ชุมชน รวมถึงยังมีการอบรมพนักงานขับรถเป็นประจำ�ทุกปี และมีการส่ง เจ้าหน้าที่มาตรวจสภาพรถด้วย “การติดต่อประสานงานก็เป็นไปอย่างเรียบร้อย เพราะทางปูนลำ�ปาง จะมีแผนงานส่งมาให้ล่วงหน้าว่าในแต่ละเดือนต้องรับอะไรบ้าง เวลา ไหน หรือโรงงานจะมีการปิดซ่อมบำ�รุงเมื่อไร ทำ�ให้สามารถวางแผน การทำ�งานได้อย่างถูกต้อง”รังสรรค์กล่าว

แต่เนื่องจากว่ารถพ่วงของ ลำ�ปาง พี.ดี.บริการ เป็นรถอิสระไม่ได้เข้าไปอยู่ ในสังกัดของ เอสซีจี โลจิสติกส์ (SCGL) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือปูนซีเมนต์ ทำ�ให้ได้รับผลกระทบในเรื่องจำ�นวนรถที่ให้บริการกับปูนลำ�ปางถูกลด จำ�นวนลง “เดิมเราเคยวิ่งอยู่ 10 พ่วง แต่ช่วง 3-4 ปีนี้โดนลดจำ�นวนลงเรื่อยๆ จนตอนนี้เหลือวิ่งอยู่ 3 พ่วง ต้นเหตุก็เนื่องมาจากว่าปริมาณสต็อก ของลิกไนต์ทางภาคเหนือลดน้อยลง จึงงดส่งให้โรงปูนที่แก่งคอย ทำ�ให้รถในสังกัด SCGL ซึ่งเคยวิ่งสายยาวคือส่งลิกไนต์จากลำ�ปาง ไปแก่งคอย ไม่มีงาน SCGL ก็เลยมาดึงงานจากรถอิสระที่วิ่งสายสั้น อย่างเราไปให้รถในสังกัด” รังสรรค์เล่าถึงความไม่ยั่งยืนทางธุรกิจของเขา

ให้ฟัง แต่ยังยืนยันว่าปูนลำ�ปางดีมากๆ

สำ�หรับก้าวต่อไป ปูนลำ�ปางยังคงมุ่งมั่นที่จะดำ�เนินงานตามแนวทางการ พัฒนาอย่างยั่งยืน และพร้อมที่จะเป็นพี่เลี้ยงให้กับคู่ธุรกิจ และผู้ประกอบ การที่เป็นเครือข่ายตลอดโซ่อุปทาน (value chain) โดยตั้งเป้าว่าจะช่วยให้ คู่ธุรกิจทั้งหมดได้รับการรับรอง Green Industry Level 2 ขึ้นไป หรือเทียบ เท่า รวมทั้งส่งเสริมให้ได้รับการรับรอง Green Industry Level 3 หรือเทียบ เท่าอย่างน้อย 1 ราย ภายในปี 2559 สำ�หรับปูนลำ�ปางเองได้รับรางวัลอุตสาหกรรมสีเขียวระดับ 5 จากกระทรวง อุตสาหกรรมเมื่อปี 2557

015


“โดยเราแทบไม่ได้ทำ�อะไรเพิ่มเป็นพิเศษ ทำ�เพียงรวบรวมสิ่งต่างๆ ที่ ทำ�มาเกือบ 20 ปีเข้ามาไว้ด้วยกันในการสมัครเข้าร่วมรางวัลนี้”

ธีรพันธ์เล่าเบื้องหลัง

สิ่งแวดล้อมดี ชุมชนยั่งยืน นอกจากกระบวนการทำ�เหมืองและการผลิตปูนซีเมนต์ที่ไม่ส่งผลกระทบ ต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ปูนลำ�ปางยังคลายความ วิตกกังวลของคนในชุมชนจากการมีเหมืองและโรงงานปูนซีเมนต์มาตั้งอยู่ ในจังหวัดลำ�ปาง ด้วยการทำ�ตัวเป็นคนในพื้นที่ คือจดทะเบียนก่อตั้งบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (ลำ�ปาง) จำ�กัด ที่จังหวัดลำ�ปาง ตั้งแต่ต้น ซึ่งถือว่าเป็นครั้ง แรกที่ทำ�เช่นนี้ เพราะในขณะนั้นโรงงานปูนซีเมนต์ที่แก่งคอย ท่าหลวง และ ทุ่งสง ต่างเป็นเพียงสาขาของ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำ�กัด (มหาชน) ซึ่งจด ทะเบียนที่กรุงเทพฯ จนกระทั่งหลังวิกฤตเศรษฐกิจ โรงงานปูน 3 แห่งข้าง ต้น จึงมีการจดทะเบียนในจังหวัดที่ตั้ง เพื่อความคล่องตัวในการบริหาร และช่วยกระจายความเจริญสู่ท้องถิ่น ซึ่งในส่วนของปูนลำ�ปางนั้น ทำ�ให้ จังหวัดลำ�ปางได้รับเงินภาษีทุกประเภทจากการดำ�เนินธุรกิจปีละไม่น้อย กว่า 500 ล้านบาททีเดียว สำ�หรับทรัพย์สินอย่างรถยนต์หรือรถบรรทุกของปูนลำ�ปางทุกคันก็จด ทะเบียนที่ลำ�ปางด้วย รวมถึงยังมีนโยบายรับคนท้องถิ่นเข้าเป็นพนักงาน ในช่วงเปิดโรงงาน ซึ่งต้องการรับพนักงานเป็นร้อยคน จึงเปิดโอกาสให้คน ท้องถิ่นมีโอกาสเข้าทำ�งานสูงขึ้น ทำ�ให้ตอนเปิดโรงงานในปี 2537 พนักงาน 90% จึงเป็นคนลำ�ปาง ยกเว้นระดับหัวหน้างานและระดับบริหารที่มา จากที่อื่น เพราะเป็นไปไม่ได้ที่จะให้คนที่ไม่เคยมีประสบการณ์ในการทำ� ปูนซีเมนต์มาคุมโรงผลิตปูนซีเมนต์ “แต่ตอนนี้ 70% ของหัวหน้างานเป็นคนลำ�ปางที่เติบโตมาจากการ ทำ�งานของพวกเขา” ธีรพันธ์ให้ข้อมูล พร้อมกับเสริมว่า ปัจจุบัน 70%

016


ของพนักงานประจำ�รวม 297 คน เป็นชาวลำ�ปาง ขณะที่พนักงานของคู่ค้า ธุรกิจซึ่งมีอยู่ 1,300 คน เป็นชาวลำ�ปางถึง 97% อย่างไรก็ดี คนในชุมชนยังมีความคาดหวังในเรือ่ งการเข้าทำ�งานกับปูนลำ�ปาง สูงกว่าที่บริษัทได้มอบให้ โดยเฉพาะในปัจจุบันที่ไม่ได้มีการลดเกรดเฉลี่ย ในการสมัครงานให้เหมือนในช่วงแรก เสรี นาละออง ผู้ใหญ่บ้านบ้านสามัคคี หมู่ 5 ต.บ้านสา อ.แจ้ห่ม จ.ลำ�ปาง ซึ่งเป็นพื้นที่ตั้งของปูนลำ�ปาง สะท้อนความคิดเรื่องการรับคนในชุมชนเข้า ทำ�งานว่า ปูนลำ�ปางควรให้โควต้าในการรับคนในชุมชนที่โรงงานตั้งอยู่ เข้าไปทำ�งาน “เพราะลูกบ้านผมย่อมมีจิตสำ�นึกรักบ้านเกิดมากกว่าคนข้างนอก ที่มาทำ�งานกับโรงงาน”

ขณะที่ เกศรินทร์ กลิ่นฟุ้ง จากชุมชนบ้านสาสบหก หมู่ 2 ต.บ้านสา กล่าว ว่า ปูนลำ�ปางควรให้สิทธิ์พิเศษในการเข้าเป็นพนักงานกับคนในชุมชน “โอเคคุณอาจจะกำ�หนดว่าผู้สมัครต้องได้เกรดเฉลี่ยเท่านี้ ได้คะแนน สอบเท่านั้น แต่น่าจะมีคะแนนพิเศษให้กับคนในชุมชน โดยเฉพาะคน ใน 10 หมูบ ่ า้ นของตำ�บลบ้านสา ซึง่ หากมีในส่วนนีก ้ น ็ า่ จะช่วยให้คนใน ชุมชนได้เข้าไปร่วมงานกับปูนลำ�ปางมากขึ้น แต่ในปัจจุบันยังมีน้อย มาก ส่วนใหญ่เป็นการทำ�งานกับคู่ธุรกิจของปูนลำ�ปาง” เกศรินทร์ให้

ความเห็น

ด้านสุรชัยชีแ้ จงว่า บริษทั คงต้องยึดหลักการทีว่ า่ ถ้าผูส้ มัครไม่มคี วามเหมาะสม คงฝืนรับไม่ได้ เพราะคนที่รับเข้ามา จะต้องอยู่กับปูนลำ�ปางเกือบ 40 ปี ซึ่ง หมายถึงว่าบริษัทต้องดูแลเขาเกือบตลอดชีวิต จึงต้องเฟ้นหาคนที่เหมาะ สมที่สุด

017


อย่างไรก็ดี สุรชัยหวังว่าปัญหาจากความคาดหวังของชุมชนจะได้รับการ แก้ไข เมือ่ โครงการ Model School หรือโครงการต้นแบบการผลิตช่างเทคนิค เพื่ออุตสาหกรรม ที่ปูนลำ�ปางพัฒนาหลักสูตรกับวิทยาลัยเทคนิคที่แจ้ห่ม เริ่มดำ�เนินการ เพราะนักศึกษาที่เข้าศึกษาในโครงการนี้จะได้มาฝึกงานกับ ปูนลำ�ปาง และหากหน่วยก้านดีก็จะได้เข้าทำ�งานที่โรงปูนลำ�ปางเลย หรือ หากไม่เหมาะกับปูนลำ�ปาง ก็จะดูงานที่อื่นในเครือเอสซีจีที่เหมาะสมให้ นอกจากการจ่ายภาษีและการสร้างงานให้คนท้องถิ่นแล้ว ปูนลำ�ปางยัง ให้ความสำ�คัญกับพันธกิจการดูแลสิ่งแวดล้อมให้เกิดความสมดุลและการ ดูแลชุมชนให้มีเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง “อันนี้เป็นพันธกิจที่เราทำ�มาตั้งแต่ตั้งบริษัท และไม่ว่ากรรมการ ผู้จัดการคนไหนมาดูแลที่นี่ ทุกคนก็ต้องยึดพันธกิจนี้ เพราะอย่างที่ ทราบก็คือสิ่งแวดล้อมและชุมชนเป็น Triple Bottom Line ที่เราต้อง รักษาให้สมดุลกับเรื่องธุรกิจ” สุรชัย ซึ่งมารับตำ�แหน่งกรรมการผู้จัดการ

ปูนลำ�ปาง เมื่อปลายปี 2557 ยืนยัน

ปูนลำ�ปางจึงเป็นต้นแบบในการดูแลสิ่งแวดล้อมและชุมชนที่โรงปูนในต่าง ประเทศ ทั้งอินโดนีเซีย ลาว พม่า กัมพูชา จะพาสื่อมวลชน หรือเอ็นจีโอมา ดูงานเป็นประจำ� บวร วรรณศรี ผู้จัดการชุมชนสัมพันธ์และอนุรักษ์ธรรมชาติ เล่าว่า ตอนที่ เขาย้ายมาที่โรงปูนลำ�ปางบ้านเกิดในปี 2537 นั้น ก็เริ่มต้นดูแลเรื่องการ ปลูกป่าเลย เพราะตอนนั้นงานปลูกป่ายังอยู่กับส่วนเหมือง แต่เมื่อมีงาน อนุรักษ์และชุมชนมากขึ้นจึงแยกออกมาเป็นอีกแผนกหนึ่ง “เพราะป่าสงวนแห่งชาติแม่ทรายคำ�ที่เรามาอยู่เป็นป่าเสื่อมโทรม เนื่องจากถูกใช้ประโยชน์อย่างหนัก เราจึงพยายามฟื้นป่าด้วยการ ปลูกป่าปีละ 200-300 ไร่” บวรเล่าถึงหนึ่งในงานเร่งด่วนที่ต้องทำ�ให้

สำ�เร็จในช่วงเริ่มต้น

018


วิธีง่ายๆ ที่ปูนลำ�ปางเลือกใช้ในการปลูกป่าช่วงนั้นก็คือ ย้ายต้นไม้จากจุด ก่อสร้างไปปลูกในพื้นที่อื่น และปลูกเพิ่ม เพื่อให้ป่ามีต้นไม้มากที่สุด แต่ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือความหลากหลายทางชีวภาพของสิ่งมีชีวิต อย่างนกที่เคย สำ�รวจเมื่อปี 2535 ว่ามี 78 ชนิดกลับลดลง ส่วนป่าก็ฟื้นตัวช้า ไฟป่าก็ยัง เกิดบ่อยในปี 2546 ไฟป่าจึงค่อยๆ ลดลง เมื่อปูนลำ�ปางนำ�เอาแนว พระราชดำ�ริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาใช้ในปี 2546 ด้วยการ สร้างฝายชะลอนํ้ากั้นลำ�ห้วยรอบๆ เหมืองปูนลำ�ปาง ซึ่งเป็นลำ�ธารขนาด เล็กในบริเวณที่เป็นต้นนํ้า หรือพื้นที่ที่มีความลาดชัน ทำ�ให้พื้นที่ป่ามีความ ชุ่มชื้นมากขึ้น ป่าจึงมีการฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว เพราะฝายชะลอนํ้าเหล่านี้ ช่วยกักตะกอน และลดการไหลของนํ้าให้ช้าลง และทำ�ให้ไฟป่าลดลงด้วย โดยเฉพาะในหน้าแล้ง “นอกจากพื้นที่ป่าจะฟื้นตัวได้เร็วขึ้นและมีความชุ่มชื้นแล้ว พันธุ์ไม้ ท้องถิ่นก็เริ่มกลับมาเติบโตดีกว่าไม้ที่เราปลูกเสียอีก นกและสัตว์ป่า ก็เพิ่มจำ�นวนขึ้น ส่วนไฟป่าลดลงจากปีละ 200 ครั้งเหลือเพียง 2-6 ครั้งเท่านั้น” บวรให้ข้อมูล

เมื่อเห็นความสำ�เร็จจากการสร้างฝายในป่าอนุรักษ์ของโรงงาน ปี 2548 ปูนลำ�ปางก็อยากนำ�ประสบการณ์ดีๆ ที่เกิดขึ้นไปแบ่งปัน ด้วยการชักชวน ชุมชนที่อยู่รอบๆ มาร่วมกันสร้างฝายในพื้นที่ชุมชน

019


“ตอนสร้างเสร็จทุกคนในชุมชนก็รู้สึกดีที่มีฝายมาช่วยกั้นนํ้า แต่ พอฝายพัง ปรากฎว่าชุมชนไม่ไปซ่อม กลับมาบอกให้เราไปซ่อม เรา ก็เลยเริ่มรู้สึกว่านี่เราสร้างฝายตามความต้องการของใคร ของเรา หรือของชุมชน ซึ่งตอนนั้นเราก็หาคำ�ตอบไม่ได้”

ดังนั้นเมื่อเอสซีจีผลักดันโครงการเอสซีจีรักษ์นํ้าเพื่ออนาคตในปี 2550 และตั้งเป้าว่าจะมีการสร้างฝาย 10,000 ฝายทั่วประเทศภายใน 3 ปี โดยปูนลำ�ปางได้รับโควต้ามา 8,000 ฝาย เพราะเป็นพื้นที่ต้นนํ้า และมี ประสบการณ์ในการทำ�ฝายอยู่แล้ว บวรยอมรับว่าวิตกมาก เพราะตอนสิ้น ปี 2549 ปูนลำ�ปางสร้างฝายได้แค่ 255 ฝายในพื้นที่โรงงานเท่านั้น “ก็คิดกันว่าจะทำ�อย่างไร เชิญชุมชนรอบๆ มาสัก 10 หมู่บ้านดีไหม แล้วแบ่งกันไปทำ�หมู่บ้านละ 800 ฝาย จ่ายค่าจ้างทำ�ฝายตัวละ 2,000 บาท”

แต่ประสบการณ์การทำ�ฝายกับชุมชนปี 2548 ทำ�ให้ปูนลำ�ปางต้องคิดใหม่ เพราะหากจ้างให้ชมุ ชนทำ� โครงการเอสซีจรี กั ษ์นา้ํ เพือ่ อนาคตคงไม่สมั ฤทธิผ์ ล “เราจึงกลับไปหาเพื่อนเก่าคือชุมชนบ้านสามขา ซึ่งเริ่มทำ�ฝายพร้อม กับเราในปี 2546 เพราะตอนนั้นที่นั่นไม่มีนํ้าสำ�หรับทำ�นา เราอยาก ไปศึกษาวิธีการทำ�งานว่าชุมชนและเอ็นจีโอที่นั่นมีวิธีการทำ�งานกับ ชาวบ้านอย่างไร”

หลังจากลงไปศึกษา ปูนลำ�ปางนำ�สิง่ ทีไ่ ด้เรียนรูม้ าถอดเป็นเครือ่ งมือทีเ่ รียกว่า เวทีชุมชน เพื่อนำ�มาใช้ในการทำ�งานกับชุมชนรอบๆ บริษัท โดยหลักการ ทำ�งานของเวทีชุมชนคือ 1) ชาวบ้านต้องเป็นเจ้าของกิจกรรมที่จะทำ� 2) ชาวบ้านต้องลงมือทำ�ด้วยตัวเอง 3) ชาวบ้านต้องเป็นผู้รับประโยชน์จาก กิจกรรมนัน้ เอง สรุปง่ายๆ ก็คอื ต้องไม่คดิ แทนชาวบ้าน ให้พวกเขาคิดกันเอง ต้องไม่ทำ�แทนชาวบ้าน พวกเขาต้องลงมือทำ�กันเอง และผลประโยชน์ที่เกิด ขึ้นชาวบ้านเป็นผู้รับ ส่วนปูนลำ�ปางเป็นแค่ผู้ยืนชมดอกไม้ที่งดงามเท่านั้น

020


พอได้เครือ่ งมือมา ปูนลำ�ปางก็เริม่ ดำ�เนินการ โดยเชิญแกนนำ�ชุมชน ทัง้ แกนนำ� แบบเป็นทางการ และแกนนำ�ธรรมชาติของ 5 หมู่บ้านในตำ�บลบ้านสา ที่ อยู่รอบโรงงาน มาประชุมพูดคุยกัน “โดยเริ่มต้นเราไม่ได้ชวนเขาทำ�ฝาย แต่ขึ้นต้นว่าชีวิตของเขามีความ เดือดร้อนอะไร และไล่ไปเรื่อยๆ จนถึงต้นตอของปัญหา ซึ่งพวกเขา อยู่กับดิน กับป่า ฝายจึงเป็นคำ�ตอบ” ธีรพันธ์เล่า

แม้ว่าผู้นำ�ชุมชนเห็นด้วยว่าการสร้างฝายจะเป็นทางออก แต่เมื่อบวรถาม ว่าใครอยากสร้างฝายบ้าง สิ่งที่ถูกถามกลับมาคือปูนลำ�ปางจะให้ค่าสร้าง ฝายแห่งละเท่าไร “เราก็บอกว่าเราไม่มีสตางค์ให้ พวกเขาก็บอกว่าคนอื่นให้ค่าสร้าง ฝายตัวละ 400 บาท 800 บาท แถมบางรายมาทำ�ให้ด้วยซ้ำ� แต่ เราก็ยืนยันว่าไม่มีเงินให้ ปรากฏว่า 4 หมู่บ้านปฏิเสธการสร้างฝาย อย่างสิ้นเชิง มีเพียงหมู่บ้านสาสบหกเท่านั้นที่เปิดช่องมานิดนึงว่า ลองดูก็แล้วกัน” บวรเล่าถึงเสียงตอบรับเล็กๆ ที่หล่อเลี้ยงความหวังของ

เขาให้คงอยู่

หลังจากนัน้ ทีมชุมชนสัมพันธ์และอนุรกั ษ์ธรรมชาติของบวรก็เข้าไปประสานงาน ต่อกับชุมชนบ้านสาสบหก ชวนไปดูงานโครงการพระราชดำ�ริที่ห้วยฮ่องไคร้ ก่อนที่จะเริ่มทำ�ฝาย หลังจากนั้นก็ค่อยๆ ขยายการสร้างฝายเข้าสู่ชุมชน อื่นๆ ในตำ�บลบ้านสา ซึ่งมีทั้งหมด 10 หมู่บ้าน “พอเริ่มสร้างฝายในพื้นที่เล็กๆ ชาวบ้านในชุมชนก็เห็นว่าต้นไม้ดีขึ้น ปีสองปีนล่ี ก ู ไม้ขน ้ึ พรึบ ่ ๆ ความชุม ่ ชืน ้ กลับมา ตอนหลังชุมชนในตำ�บล บ้านสาเขาขอดูแลป่า 29,500 ไร่เองทัง้ หมด โดยไม่ตอ้ งใช้งบประมาณ ของรัฐ ทั้งกันไฟ ป้องกันคนตัดต้นไม้ และสุดท้ายเขาสามารถทำ� ประปาภูเขา มีนํ้ากลับมาใช้ทั้งปี”

021


จุดเปลี่ยนสำ�คัญในการสร้างฝายของปูนลำ�ปางเกิดขึ้นในเดือนตุลาคม ปี 2553 เมื่อมีฝนตกหนักจนเกิดนํ้าท่วมในลำ�ปาง แต่บริเวณที่มีการสร้างฝาย ร่วมกับโครงการเอสซีจีรักษ์นํ้าเพื่ออนาคต เช่น ที่ชุมชนบ้านสาสบหก บ้านสามขา บ้านนายาบ บ้านทุ่ง บ้านดอนไฟ บ้านเอียก ไม่ถูกนํ้าท่วม หลังจากนั้นปริมาณการสร้างฝายชะลอนํ้าของโครงการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และขยายไปยังชุมชนอื่นๆ มากยิ่งขึ้น ทำ�ให้ในปี 2557 ที่ผ่านมา ปูนลำ�ปาง ได้ร่วมกับ 43 ชุมชน สร้างฝายไปแล้ว 53,641 ฝาย และตั้งเป้าที่จะสร้างให้ ครบ 55,000 ฝายภายในปี 2558 “โครงการฝายสำ�เร็จเพราะเป็นการสร้างฝายในใจคน โดยไม่ได้ใช้ เงินนำ� ไม่มีการจ้างให้มาสร้างฝาย สร้างเพราะชาวบ้านอยากได้ เห็นประโยชน์ เป็นฝายของเขา ฝายชำ�รุดเสียหาย เขาซ่อมกันเอง สิ่งที่เขาได้รับตอบแทนก็คือความอุดมสมบูรณ์ของชุมชน ซึ่งเป็น เรื่องสำ�คัญเพราะเขาหากินอยู่กับดิน นํ้า ป่า” ธีรพันธ์สรุป

022


ไม่เพียงเท่านั้น จำ�นวนนกที่พบในพื้นที่ปูนลำ�ปางก็ยังเพิ่มจำ�นวนขึ้นเป็น 166 ชนิดในปี 2557 ทั้งในส่วนของนกอพยพ และนกประจำ�ถิ่น “อย่างนกเขาเขียว เมื่อก่อนนานๆ เจอที พอเจอก็จะดีใจ แต่เดี๋ยวนี้ กลายเป็นนกโหล เพราะพบได้ง่าย ครั้งละหลายๆ ตัว หรือนกป่าก็ กลับมา อย่างนกเค้าป่าสีนํ้าตาล หรือนกบางชนิดที่ไม่เคยเจอเลย ก็เจอ เช่น นกจาบคาคอนํ้าเงิน ซึ่งชอบป่าที่เป็นป่าทึบ และเราเคย ทำ�วิจัยกับชมรมอนุรักษ์นกและธรรมชาติล้านนาพบว่า มีนกแต้วแร้ว ธรรมดาที่มาจับคู่ทำ�รังวางไข่และเลี้ยงลูกอยู่ที่นี่ 3 ปีซ้อน และเป็นนก ตัวเดิมมาอยู่ เป็นหลักฐานยืนยันได้ว่า อุตสาหกรรมกับธรรมชาติ สามารถอยู่ร่วมกันได้ หากมีการจัดการที่ดี ซึ่งเป็นสิ่งที่เราทำ�มา ตลอด 20 ปีและทำ�กันทั้งโรงงาน” บวรเล่าอย่างมีความสุข ปัจจุบันเขา

กลายเป็นนักดูนกและถ่ายภาพนกประจำ�ปูนลำ�ปาง ขนาดทำ�หนังสือคู่มือดู นกปูนลำ�ปางออกมาเผยแพร่ด้วย นอกจากการทำ�ให้ทรัพยากรในชุมชนอุดมสมบูรณ์ คือมีนํ้าพอใช้ ป่าไม้ฟื้น ตัว งานทางด้านชุมชนสัมพันธ์และอนุรักษ์ธรรมชาติยังทำ�ในเรื่องเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นหัวใจสำ�คัญ เพราะชาวบ้านต้องกินต้องใช้ทุกวัน โดยเรื่องเศรษฐกิจ ที่ทำ�ก็อย่างเช่นการทำ�โครงการ One Cell One Project หรือ OCOP ซึ่ง เป็นโครงการที่สนับสนุนให้พนักงานร่วมกับชุมชนจัดโครงการเพื่อพัฒนา ท้องถิ่นในรูปแบบต่าง ๆ ตามความต้องการของชุมชน เช่น การอบรมอาชีพ เสริม การซ่อม สร้างอาคารเรียน โครงการวิสาหกิจชุมชน ส่งเสริมอาชีพ สร้างรายได้ให้กับชุมชน ได้แก่ กลุ่มผักอินทรีย์ “สบหกกรีน” บ้านสาสบหก อ.แจ้ห่ม จ.ลำ�ปาง กลุ่มผลิตข้าวกล้อง บ้านแป้นใต้ อ.แม่ทะ จ.ลำ�ปาง กลุ่มผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว และ กลุ่มผลิตข้าวอินทรีย์ บ้านสามขา อ.แม่ทะ จ.ลำ�ปาง

ไม่เพียงเท่านั้น ปูนลำ�ปางยังนำ�เอาเครื่องมืองานวิจัยเพื่อท้องถิ่นของ สกว. (สำ�นักงานกองทุนสนับสนุนงานวิจัย) มาทำ�ร่วมกับชาวบ้าน โดยใช้หลักคิด และเวทีชมุ ชนเป็นตัวขับเคลือ่ น ซึง่ ทำ�งานวิจยั เสร็จไปแล้ว 5 ชิน้ ทัง้ นีเ้ พือ่ ทำ�ให้

023


ชุมชนมีความเข้มแข็งทางความคิด สามารถที่จะช่วยตัวเองได้ ในวันที่ปูน ลำ�ปางไม่อยู่แล้ว “ถ้าเราทำ�ได้ทน ่ี ก ่ี จ็ ะเป็นทีแ่ รกทีเ่ ราได้ท�ำ คือเราพยายามดูแลชุมชนด้วย วิธก ี ารทีก ่ า้ วหน้ายิง่ ขึน ้ เพราะอย่างงานวิจย ั ของคุณบวรไม่ได้สอนให้ ชาวบ้านหาปลา แต่สอนว่าเขาจะเลีย ้ งปลา เลีย ้ งไก่ หรือเลีย ้ งนก ถือว่า เป็นอีกสเต็ปหนึ่ง เพราะมันเป็นงานวิจัยที่ไม่มีคำ�ตอบสำ�เร็จรูปให้”

สุรชัยอธิบาย

สำ�หรับสิ่งที่ปูนลำ�ปางได้รับจากการทำ�เหมืองแบบ Semi-Open Cut การ ดูแลสิ่งแวดล้อมทุกด้าน และการดูแลชุมชนนั้น สุรชัยสรุปว่าคงต้องพูดถึง triple bottom line หรือการดำ�เนินธุรกิจที่มุ่งเน้นการดำ�เนินการที่สมดุล ระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นสิ่งสำ�คัญในการทำ�ธุรกิจ อย่างยั่งยืน “อีกสิ่งที่แฝงอยู่คือ license to operate เพราะสิ่งที่เอสซีจีได้รับตอบ กลับมาคือเราไม่เคยมีความลำ�บากใจ หรือแทบจะไม่เจอความยุ่งยาก ในการขอใบอนุญาตแต่ละครั้ง ไม่ว่าจะจากภาครัฐ หรือชุมชน อัน เนื่องมาจากเรารักษาสมดุล 3 เรื่องดังกล่าวมาเป็นเวลานาน” สุรชัย

กล่าวถึงสิ่งที่ปูนลำ�ปางได้รับซึ่งไม่สามารถตีค่าเป็นตัวเงินได้

แต่มั่นใจว่าการลงทุนในด้านความยั่งยืนตั้งแต่แรกย่อมมีราคาตํ่ากว่าการ แก้ปัญหาอันเกิดจากการทำ�ธุรกิจบนความไม่ยั่งยืน

ปูนลำ�ปางต้องเดินเครื่องเต็มกำ�ลัง แม้ว่าในแง่ของการดำ�เนินงาน ปูนลำ�ปางจะไปได้สวยทั้งการจัดการเรื่อง สิ่งแวดล้อม การลดใช้พลังงาน การทำ�ชุมชนให้เข้มแข็ง แต่ในส่วนของการ

024


ผลิตสินค้านั้น สุรชัยกล่าวว่าความท้าทายของปูนลำ�ปางในขณะนี้อยู่ที่การ เดินหน้าผลิตปูนซีเมนต์ให้เต็มกำ�ลังการผลิต ปูนลำ�ปางเป็นโรงงานขนาดเล็กที่สุดใน 4 โรงของเอสซีจี ซิเมนต์ มีกำ�ลังการ ผลิตปีละ 2.3 ล้านตัน คิดเป็น 10% ของกำ�ลังการผลิตรวม แต่นับจากเปิด โรงงานมาจนถึงเมื่อ 2-3 ปีก่อน โรงงานแห่งนี้เดินเครื่องผลิตเพียง 1.1 ล้าน ตันเท่านั้น เพราะการเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในประเทศไทยเมื่อปี 2540 ทำ�ให้ ความต้องการปูนซีเมนต์ในประเทศลดลงอย่างมาก ปูนลำ�ปางจึงเดินเครื่อง แค่ครึ่งหนึ่งของกำ�ลังการผลิต แต่ปัจจุบันตลาดปูนซีเมนต์มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง อย่างในปี 2558 คาด ว่าจะเติบโตประมาณ 6% ดังนั้นความท้าทายสำ�คัญอันหนึ่งของปูนลำ�ปาง ในตอนนี้ก็คือต้องเดินเต็มกำ�ลังการผลิตให้ได้เพื่อสนองความต้องการของ ตลาดในภาคเหนือ ซึ่งมีการเติบโตสูง เช่นเดียวกับบริเวณขอบชายแดน ระหว่างประเทศทางภาคเหนือ เช่น ลาว พม่า “คนนอกอาจจะมองดูเป็นเรื่องธรรมดา แต่เนื่องจากที่นี่เราเดินครึ่ง กำ�ลังการผลิตมา 10 กว่าปี วัฒนธรรมการทำ�งานจึงเป็นอีกแบบ หนึ่ง คือเดินๆ หยุดๆ การซ่อมเครื่องจักรก็อาจจะไม่ต้องทำ�ดีมาก เพราะเดี๋ยวเดือนหน้าก็หยุดซ่อมอีก คนทำ�งานเลยรู้สึกสบายๆ ซึ่ง เราจะเปลี่ยนตรงนี้ให้ได้ โดยต้องมีการวางแผนที่ดี มีการทำ�นายอายุ เครื่องจักรที่แม่นยำ� มิฉะนั้นเราก็อาจจะไม่มีของส่ง ซึ่งจะทำ�ให้เกิด ความสูญเสีย” สุรชัยกล่าวถึงความท้าทายที่จะต้องเดินโรงงานให้ได้เต็ม

กำ�ลังการผลิต

025


ภาคผนวก ก.

มาตรฐานและรางวัลของปูนลำ�ปางและเอสซีจี ซิเมนต์

• ระบบมาตรฐานการจัดการคุณภาพ ISO 9001:2000 • ระบบมาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001:2004 • ระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย มอก. 18001 • มาตรฐานด้านการทำ�เหมืองระดับโลกยังไม่มี แต่ SCG benchmark ตัวเองกับกลุ่มซีเมนต์ใน

WBCSD ในกลุ่ม Cement Sustainability Initiative (CSI) ที่การทำ�เหมืองจะเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจ ซีเมนต์ โดยกลุ่ม CSI เป็นกลุ่มบริษัทซีเมนต์ชั้นนำ�ของโลกที่ค้นหา แลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมกันเพื่อ สร้างความยัง่ ยืนมากขึน้ และการทำ� Semi Open Cut ก็เป็นกรณีศกึ ษาระดับโลกของอุตสาหกรรมนี้ • ในด้านดัชนี DJSI (Dow Jones Sustainability Index) SCG ได้รับการจัดให้อยู่ในระดับท็อปของ โลกในธุรกิจก่อสร้างสองปีติดต่อกัน • ในระดับประเทศไทย โรงงานปูนลำ�ปางได้รับรางวัล Green Industry Level 5 ซึ่งเป็นรางวัลระดับ สูงสุดแห่งแรกของประเทศในส่วนโรงงานและเหมืองแร่หินปูน เมื่อปี 2557

026


ภาคผนวก ข.

SPL Timeline

ปี 2534-2535 ได้รบ ั อนุญาตให้ท�ำ เหมืองหินปูนและดินดานตามคำ�ขอประทานบัตรที่ 25-48/2534

ปี 2537

ปี 2539 ปี 2540 ปี 2543 ปี 2544

ปี 2545 ปี 2546

และ 9-12/2535 ซึง่ พืน้ ทีท่ ง้ั หมด 6,425.94 ไร่ อยูใ่ นเขตป่าสงวนแห่งชาติแม่ทราย คำ� ต.แม่สา อ.แจ้หม่ จ.ลำ�ปาง บริษทั ปูนซิเมนต์ไทย (ลำ�ปาง) จำ�กัด จดทะเบียนจัดตัง้ ในวันที่ 27 กันยายน เป็นโรงงานผลิตปูนซีเมนต์แห่งที่ 5 ของเครือซิเมนต์ไทย โดยเป็นบริษทั แรกทีจ่ ด ทะเบียนแยกจากบริษทั แม่ และนำ�นวัตกรรมการทำ�เหมืองแบบ Semi-Open Cut Mining มาใช้เป็นแห่งแรก เริม่ ผลิตและจำ�หน่ายปูนซีเมนต์เมือ่ วันที่ 9 ธันวาคม ด้วยเงินลงทุนเริม่ ต้น 8,000 ล้านบาท โดยมีก�ำ ลังการผลิต 2.11 ล้านตัน ประเทศไทยประสบวิกฤตเศรษฐกิจ ปูนลำ�ปางจึงเดินกำ�ลังการผลิตเพียงครึง่ เดียว ของกำ�ลังการผลิตรวม เครือซิเมนต์ไทยเข้าเป็นสมาชิกของสภาธุรกิจเพือ่ การพัฒนายัง่ ยืน WBCSD (World Business Council for Sustainable Development) เอสซีจี ซิเมนต์ ได้รว่ มกับผูผ้ ลิตปูนซีเมนต์ชน้ั นำ�ระดับโลก (WBCSD CSI) ศึกษา แนวทางการพัฒนาอย่างยัง่ ยืนอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ ตลอดจนรับฟังความคิดเห็น จากผูม้ สี ว่ นได้สว่ นเสียทัว่ โลกจัดทำ�เป็นข้อตกลงร่วมกันทีจ่ ะพัฒนาอุตสาหกรรม ปูนซีเมนต์อย่างยัง่ ยืน โดยเน้น 5 หัวข้อหลัก ซึง่ เอสซีจี ซิเมนต์ นำ�มาเป็นแนวทาง ในการดำ�เนินงานอย่างเคร่งครัด 1.การป้องกันสภาพภูมอิ ากาศและการใช้เชือ้ เพลิง และวัตถุดบิ 2.การลดการปล่อยสารมลพิษ 3.ผลกระทบต่อท้องถิน่ 4.สุขภาพและ ความปลอดภัย 5.การรายงานข้อมูล WBCSD’CSI ยกให้นวัตกรรมการทำ�เหมืองแบบ Semi-Open Cut Mining เป็น Best Practice Innovation เริม่ สร้างฝายชะลอนา้ํ ภายในพืน้ ทีเ่ หมือง เพือ่ แก้ปญ ั หาการฟืน้ ตัวของป่า และ ป้องกันไฟป่า

027


ปี 2549

ปี 2550 ปี 2557

ปูนลำ�ปาง ได้รบั การประเมินจากบริษทั อีอาร์เอ็ม สยาม จำ�กัด ว่าเป็นองค์กรผูน้ �ำ ด้านการจัดการสิง่ แวดล้อม ตามโครงการตรวจประเมินประสิทธิภาพผลการดำ�เนิน งานด้านสิง่ แวดล้อม (Environmental Performancde Assessment Program : EPAP) ซึง่ เอสซีจี ซิเมนต์เป็นผูร้ เิ ริม่ เอสซีจผี ลักดันโครงการเอสซีจรี กั ษ์นา้ํ เพือ่ อนาคต โดยใช้ฝายชะลอนํา้ เป็นเครือ่ งมือ ปูนลำ�ปางได้รบั มอบหมายให้สร้างฝาย 8,000 ลูก ได้รบั รางวัลโรงงานสีเขียวระดับ 5 (Green Industry Level 5) แห่งแรกของ ประเทศไทยในส่วนโรงงานและเหมืองหินปูน

028


ภาคผนวก ค.

งบการเงิน บริษัทปูนซิเมนต์ไทย (ลำ�ปาง) จำ�กัด รายการ

ปีงบการเงิน 2555

2556

2557

สินทรัพย์ เงินสดและเงินฝากสถาบันการเงิน 250,852 368,559 250,666 ลูกหนี้การค้า 204,042,118 237,761,064 297,890,600 ลูกหนี้และตั๋วเงินรับทางการค้า สุทธิ 204,042,118 237,761,064 297,890,600 รวมเงินให้กู้ยืมระยะสั้น 20,461,287 - สินค้าคงเหลือสุทธิ 176,965,304 221,684,602 222,498,694 สินทรัพย์หมุนเวียนอื่น 10,615,599 5,147,375 5,945,843 รวมสินทรัพย์หมุนเวียน 412,335,160 464,961,600 526,585,803 ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ สุทธิ 1,562,117,551 1,803,770,348 2,152,245,993 สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนอื่น 30,432,494 39,757,418 40,046,449 รวมสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน 1,602,909,534 1,853,417,839 2,232,692,838 รวมสินทรัพย์ 2,015,244,694 2,318,379,439 2,759,278,641 หนี้สินและส่วนของผู้ถือหุ้น หนี้สิน เงินเบิกเกินบัญชีและเงินกู้ยืมระยะสั้นจากสถาบันการเงิน 1,149,052 2,030,687 836,246 เจ้าหนี้การค้า 171,285,763 306,193,543 301,485,837 รวมเจ้าหนี้การค้าและตั๋วเงินจ่าย 171,285,763 306,193,543 301,485,837 รวมเงินกู้ยืมระยะสั้น 575,010,249 741,719,089 978,360,960 หนี้สินหมุนเวียนอื่น 237,761,011 139,496,628 138,576,258 รวมหนี้สินหมุนเวียน 985,206,075 1,189,439,947 1,419,259,301 หนี้สินไม่หมุนเวียนอื่น 50,514,172 72,558,011 75,127,765 รวมหนี้สินไม่หมุนเวียน 50,514,172 72,558,011 75,127,765 รวมหนี้สิน 1,035,720,247 1,261,997,958 1,494,387,066 ส่วนของผู้ถือหุ้น ทุนจดทะเบียน 589,187,500 589,187,500 589,187,500 ทุนที่ออกและชำ�ระแล้ว – หุ้นสามัญ 589,187,500 589,187,500 589,187,500 กำ�ไร (ขาดทุน)สะสม 147,336,947 224,193,981 432,704,075 รวมส่วนของผู้ถือหุ้น 979,524,447 1,056,381,481 1,264,891,575 รวมหนิ้สินและส่วนของผู้ถือหุ้น 2,015,244,694.00 2,318,379,439.00 2,759,278,641.00

029


รายการ

ปีงบการเงิน 2555

รายได้จากการขายและบริการ – สุทธิ 3,509,000,797.00 รายได้รวม 3,549,993,982.00 ต้นทุนขาย และ/หรือบริการ 1,836,106,120.00 กำ�ไร(ขาดทุน)ขั้นต้น 1,672,894,677.00 รวมค่าใช้จ่ายในการดำ�เนินงาน 583,436,162.00 กำ�ไร(ขาดทุน)จากการดำ�เนินงาน 1,089,458,515.00 รวมรายได้อื่น 40,993,185.00 กำ�ไร (ขาดทุน) ก่อนค่าเสื่อมราคาและค่าใช้จ่ายตัดจ่าย 1,130,451,700.00 กำ�ไร (ขาดทุน) ก่อนดอกเบี้ยและภาษีเงินได้ 1,130,451,700.00 ดอกเบี้ยจ่าย 14,879,938.00 ภาษีเงินได้ 340,705,522.00 กำ�ไร(ขาดทุน) สุทธิ 774,866,240.00

2556

2557

3,669,114,755.00 3,700,953,133.00 2,064,369,989.00 1,604,744,766.00 615,414,363.00 989,330,403.00 31,838,378.00 1,021,168,781.00 1,021,168,781.00 3,038,672.00 234,248,075.00 783,882,034.00

3,986,371,246.00 4,026,774,753.00 2,311,842,525.00 1,674,528,721.00 559,888,147.00 1,114,640,574.00 40,403,507.00 1,155,044,081.00 1,155,044,081.00 10,914,386.00 228,594,601.00 915,535,094.00

030


เกี่ยวกับผู้จัดทำ� บริษัท ป่าสาละ จำ�กัด ป่าสาละเป็นบริษัท “ปลูกธุรกิจที่ยั่งยืน” แห่งแรกในประเทศไทย ก่อตั้งในเดือนกรกฎาคม 2556 เป้า หมายของเราคือจุดประกายและดำ�เนินวาทกรรมสาธารณะเกี่ยวกับธุรกิจที่ยั่งยืน ผ่านการจัดสัมมนา อบรม ประชุมเชิงปฏิบัติการ ผลิตสื่อสิ่งพิมพ์และออนไลน์ รวมทั้งผลิตงานวิจัยในประเด็นความยั่งยืน ในประเทศไทย และส่งเสริมการวัดผลตอบแทนทางสังคม


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ มูลนิธิ ฟรีดริค เอแบร์ท 1550 อาคารธนภูมิ ชั้น 23 ถ.เพชรบุรีตัดใหม่ มักกะสัน ราชเทวี กทม. 10410 โทร 02 652 7178 www.fes-thailand.org บริษัท ป่าสาละ จำ�กัด 2 ซอยสุขุมวิท 43 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กทม. 10110 โทร 02 258 7383 www.salforest.com

เอกสารชิ้นนี้เผยแพร่ภายใต้ลิขสิทธิ์ Creative Commons แบบAttribution Noncommercial Share Alike (by-nc-sa) โดยผู้สร้างอนุญาตให้ทำ�ซํ้า แจกจ่าย แสดง และสร้างงานดัดแปลงจากส่วนใดส่วนหนึ่งของงานนี้ได้โดยเสรี แต่เฉพาะในกรณี ที่ให้เครดิตผู้สร้าง ไม่นำ�ไปใช้ในทางการค้า และเผยแพร่งานดัดแปลงภายใต้ ลิขสิทธิ์เดียวกันนี้เท่านั้น ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://cc.in.th/

032


Turn static files into dynamic content formats.

Create a flipbook
Issuu converts static files into: digital portfolios, online yearbooks, online catalogs, digital photo albums and more. Sign up and create your flipbook.