Niab final5

Page 1

NOSE in a

BOOK

01

เ พ ร า ะ ก า ร อ่ า น คื อ สั น ด า น ข อ ง เ ร า

dystopia ปีที่ 1 ฉบับที่ 1 พฤษภาคม 2558 ราคา 70 บาท


“The impression

one gets is that the translator read the book and then rewrote it from his recollections. That’s why I have such admiration for translators. They are intuitive rather than intellectual.

- Gabriel Garcia Marquez

“เพราะการแปลคือการเดินทางของตัวบท” สำ�นักพิมพ์บทจร / Boddhajorn.com Copyright © 2014, สำ�นักพิมพ์บทจร, all rights reserved.


Prologue เล่ม ๑ ตอนปฐมฤกษ์

หน้า ๑ NIAB Magazine

๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๗

ประกาศกองบรรณาธิการ NIAB Magazine ฉบับที่ ๑/๒๕๕๗ เรื่อง Big Brother Is Watching You

ตามสถานการณ์การได้รับความนิยมของวรรณกรรมแนวดิสโทเปียที่เกิดขึ้นในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ เป็น ผลให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์เสียสติ ได้รับบาดเจ็บทางจิตใจและเกิดความเสียหายทางอารมณ์อย่างต่อเนื่อง เหตุการณ์ ดังกล่าวมีแนวโน้มขยายตัว จนอาจบานปลายส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ของประชาชนโดยรวมนั้น เพื่อให้ทุกคนเข้าใจถึงสถานการณ์ดังกล่าว เกิดความตระหนัก ความสุนทรีย์ ตลอดจนเพื่อเป็นการเสริม สร้างความรักในการอ่าน และอื่น ๆ ที่จะเป็นประโยชน์กับทุกพวก ทุกฝ่ายในภายภาคหน้า กองบรรณาธิการ Nose In A Book (เรียกสั้นๆ ว่า NIAB ก็ได้) ซึ่งประกอบด้วย กองบรรณาธิการที่ไม่มีชื่อเสียงใดๆ 3 คน ร่วมกับ ปั้น จีรภัทร พัวพิพัฒน์, แชมป์ ทีปกร วุฒิพิทยามงคล และอาร์ต จีโน-นักเขียน และนักวาดรับเชิญระยะยาว-จึงมีความจําเป็นต้องเข้ามาสร้างสีสัน ในการอ่านหนังสือแนว ดิสโทเปีย (และแนวอื่นๆ ในลำ�ดับถัดไปถ้ามีทุนทำ�ต่อ) ตั้งแต่วินาทีนี้จนถึงวินาทีที่ท่านพลิกหน้าต่อไป

ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนทุกคนอยู่ในความสงบ อ่านอย่างสนุก และทำ�ให้การอ่านกลายเป็นสันดานของเรา

Remember who the real enemy is. ประกาศ ณ วันที่ ๒๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๗ ธารใส อัจฉริยบุตร บรรณาธิการ วรรณรัตน์ กล�่ำสมบัติ กองบรรณาธิการ จาตุรณต์ พูลสวัสดิ์ ศิลปกรรม 3 | Nose in a Book


NOSE in a

BOOK

Issue 1 : May, 2015

เจ้าของ บริษัท โน้ส อิน อะ บุ๊ก จ�ำกัด บรรณาธิการ ธารใส อัจฉริยบุตร กองบรรณาธิการ วรรณรัตน์ กล�่ำสมบัติ ศิลปกรรม จาตุรณต์ พูลสวัสดิ์ นักเขียนรับเชิญ ทีปกร วุฒิพิทยามงคล จิรภัทร พัวพิพัฒน์ ปิยพัชร์ จีโน พิมพ์ที่ บริษัท เอ็น ไอ เอ บี จ�ำกัด

Main Story

ดิสโทเปีย (Dystopia) เป็นสังคมในจินตนาการที่ถือว่าตรงข้าม กับแนวคิดสังคมแบบยูโทเปีย ถือกันว่าผู้ที่ใช้ค�ำนี้เป็นครั้งแรกก็คือ จอห์น สจวร์ต มิลล์ เมื่อ ค.ศ. 1868 โดยใช้ศัพท์ภาษากรีก ดิส (dys) หมายถึง ไม่ดี เลว หรือ อปกติ และ โทเปีย (topia) มาจากค�ำว่า “โทปอส” หมายถึง สถานที่ ดังนั้น ความหมายโดยพยัญชนะของ ดิสโทเปียจึงหมายถึง “สถานที่ซึ่งสิ่งต่างๆ ล้วนเลวทราม”

Side Story

จัดจ�ำหน่าย บริษัท จมูกในหนังสือ จ�ำกัด โทรศัพท์ 0 2987 6543-44 โทรสาร 0 2 987 6545 ส�ำนักงาน บริษัท โน้ส อิน อะ บุ๊ก จ�ำกัด 50 งามวงศ์วาน 45 ลาดยาว จตุจักร กรุงเทพฯ 10900 โทรศัพท์ 0 2123 4567 noseinabook@gmail.com facebook.com/niabmagazine ฟอนต์ Tn_Kaikia, WDB Bangna, orong jiuce, Browalia New

ยู โ ทเปี ย (Utopia) เป็ น ชื่ อ หนั ง สื อ ภาษาละติ น ที่ เ ขี ย นโดย เซอร์ทอมัส มอร์ เมื่อ ค.ศ. 1516 เป็นงานร้อยแก้วซึ่งพรรณนาถึง สังคมบนเกาะในจินตนาการ โดยเล่าเรื่องเกี่ยวกับศาสนา ความเชื่อ ลั ก ษณะทางสั ง คมและการปกครองบนเกาะนั้ น ส่ ว นชื่ อ ของเกาะ มาจากภาษากรีกซึ่งแปลว่า “ดินแดนที่ไม่มีจริง”


Contents

6

(By Champ Teepagorn)

12

Free Reading Space -มากกว่าห้องสมุดสี้เขียว

16

Right out of a Book

19

Cover Matters -The Giver Series

20

Main Plot -ดิสโทเปียในโลกแห่งความจริง

22

Write out Loud

34

Reading with the Star -ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์

36

Real Setting (By The Walking Backpack)

40

P.S. I Love You Nose for News

Think Outside the Book

Reading with the Star

46

Staff Favourites

48

Dialogue -ทำ�ไมคนชอบอ่านเรื่องหดหู ่

54

Under Fire -แคทนิส เอเวอร์ดีน

62

Short Fiction

66

Informgraphic

ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ (เกิด 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2524) เป็นนักแสดงชาวไทย มีเชือ้ สายไทย สิงคโปร์ และฝรั่งเศส แจ้งเกิดจากภาพยนตร์เรื่อง เพื่อนสนิท ซึง่ ผลงานดังกล่าวท�ำให้เขาได้รบั รางวัลนักแสดงน�ำชาย ยอดเยี่ยม จากเวที คม ชัด ลึก อวอร์ด ประจ�ำ พ.ศ.2548 ปัจจุบันเขาไม่ได้นับถือศาสนาใด

8

Out of Context (By Art Jeeno) 72 Subplot -ยูโทเปียผิดอะไร

74

Bookmark -Papercuts.co

80

Book and its Cousin -1984 หนังสือและภาพยนตร์

82

Crossover -Divergent & Maze Runner

86

Epilogue

90


Main Plot

ดิสโทเปียในโลกแห่งความจริง

เรื่อง: กองบรรณาธิการ

Nose in a Book | 22


ในยุ ค ที่ เ ทคโนโลยี ก ลายเป็ น ปัจจัยที่ห้า ข้อมูลข่าวสารเดิน ทางถึงกันได้ทั่วโลก และผู้คนตั้ง คำ�ถามกับสภาพสังคมที่ตัวเอง อยู่มากขึ้นเรื่อยๆ หลายคนที่ยัง ใช้เวลากับการอ่านหนังสือจึงหัน มาสนใจอ่ า นงานที่ ส ะท้ อ นและ วิ พ ากษ์ สั ง คมในแง่ ล บกั น มาก ขึ้น โดยเฉพาะวรรณกรรมแนว ‘ดิสโทเปีย (Dystopia)’ หรือ เรียกให้เข้าใจง่ายๆ ว่านิยาย ‘โลกไม่สวย’ นั่นเอง

เมน

23 | Nose in a Book


กำ�เนิดจากขั้วตรงข้าม เป็ น ธรรมดาที่ เ มื่ อ เกิ ด กระแสอย่ า งหนึ่ ง แล้วต้องเกิดอีกกระแสขึ้นมาต่อต้าน เมื่อมี ‘ยูโทเปีย (Utopia)’ จึงมีดิสโทเปียเกิดขึ้นตามมา โดยยูโทเปีย เป็นแนวคิดการปกครองในอุดมคติที่เริ่มต้นจาก เพล โต ซึ่งเป็นนักปรัชญาชาวกรีกโบราณ เมื่อ 427 347 ปีก่อนคริสตกาล เขาได้เสนอไอเดียนี้ผ่านงาน เขียนชื่อ ‘Republic’ ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้นักเขียน และนักปรัชญาชาวอังกฤษอย่าง เซอร์ โทมัส มอร์ (Sir Thomas More) นำ�ไปแต่งเป็นวรรณกรรมชื่อ ‘ยูโทเปีย’ เมื่อ ค.ศ. 1516 คำ�ว่า ‘ยูโทเปีย’ แปลว่า สถานที่แห่งความ สมบูรณ์แบบในเชิงอุดมคติ มาจากรากศัพท์ภาษา กรีกคือ eu - topia หมายถึง สถานที่ที่ดี (Good Place) โดยเซอร์ โทมัส มอร์ จินตนาการให้เป็นเกาะ กลางทะเล แต่เสียงของคำ�นี้ก็ไปพ้องกับภาษากรีก อีกคำ�คือ ou – topia ซึ่งหมายความว่า ไม่มีที่ใด (No Place) สังคมนิยมยูโทเปีย (Utopian Socialism) ต้องมีลักษณะเจ็ดประการ ได้แก่ 1.ต้องเป็นชุมชน ขนาดเล็ก 2.ทุกคนในชุมชนต้องเท่าเทียมกัน 3.ทุก คนต้องเสมอภาคในการมีส่วนร่วมปกครองตนเอง 4.ต้องมีการทำ�งานร่วมกัน 5.ต้องจัดให้มีการช่วย เหลือซึ่งกันและกัน 6.ทรัพย์สินที่สำ�คัญเป็นของส่วน รวม และ 7.ทุกคนต้องแบ่งปันประโยชน์ต่าง ๆ ที่ได้ รับตามความเป็นธรรม Nose in a Book | 24

ฟังดูดีออก เป็นที่ที่อยู่แล้วน่าจะมีความสุข มาก แต่ความเท่าเทียมกันไม่ได้เป็นจริงง่ายขนาดนั้น เพราะแต่ละคนเกิดมาไม่เหมือนกันทั้งทางกายภาพ และความรู้สึกนึกคิด ทุกคนจึงให้คุณค่าและความ หมายของคำ�ว่าเท่าเทียมแตกต่างกันไป บ้างคิดว่า ความเท่าเทียมคือทุกคนต้องมีปัจจัยพื้นฐานเหมือน กันหมด บ้างก็บอกว่าคนที่มีมากกว่าต้องสละให้คนที่ มีน้อยกว่า โอ๊ย! แล้วจะตกลงกันได้ไหมล่ะ การตั้ ง คำ�ถามกั บ ช่ อ งโหว่ ข องระบอบการ ปกครองในอุดมคตินี่เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของดิสโท เปีย โดยแรกเริ่มใช้คำ�ว่า ‘Cacotopia’ มาจากภาษา กรีกโบราณที่แปลว่า ไม่ดี หรือความชั่วร้าย คำ�นี้ เป็นที่รู้จักครั้งแรกใน ค.ศ. 1818 โดย เจเรมี เบน แธม (Jeremy Bentham) แต่สงสัยจะยากไป เหล่า นักเขียนเลยหันมาใช้คำ�ว่า ‘ดิสโทเปีย’ กันอย่างแพร่ หลายแทน สวัสดีดิสโทเปีย ในปัจจุบันมีวรรณกรรมแนวดิสโทเปียเกิด ขึ้นมากมาย ทว่ามีไม่กี่เล่มที่ได้รับความนิยมจากผู้ อ่านอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เริ่มตีพิมพ์จนถึงตอนนี้ ไม่ว่า จะเป็นดิสโทเปียในตำ�นานอย่าง Brave New World (ค.ศ. 1932), 1984 (ค.ศ. 1949), Fahrenheit 451 (ค.ศ.1953), และ A Clockwork Orange (ค.ศ.1962) หรือดิสโทเปียสมัยใหม่อย่าง The Giver (ค.ศ.1993),


The Hunger Game (ค.ศ.2008), และ Divergent (ค.ศ.2011) แม้แต่ละเรื่องจะมีเนื้อหาและรูปแบบการนำ� เสนอแตกต่างกัน แต่เมื่อมองภาพรวมแล้ว นิยายดิส โทเปียทั้งหลายมีลักษณะร่วมกัน ดังนี้ ข้อหนึ่ง ผู้เขียนจะนำ�เสนอภาพของโลกที่ อยู่ในภาวะวิกฤติสองแบบหลักๆ คือ โลกที่เกิดจาก การพึ่งพาวิทยาการในทางที่ผิด ซึ่งสืบเนื่องมาจาก ช่วงศตวรรษที่ 19 ที่เริ่มเข้าสู่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ทำ�ให้ความเจริญคืบคลานเข้ามายังสังคมทั่วโลก เมื่อ ถึงศตวรรษที่ 20 เทคโนโลยีต่างๆ จึงเจริญก้าวหน้า จนน่าตกใจ นักเขียนบางคนก็เห็นว่าสังคมที่พึ่งพา เทคโนโลยีมากไปจะตายแบบศพไม่สวย จึงจำ�ลอง ภาพจุดจบออกมาเป็นวรรณกรรม ส่วนอีกแบบหนึ่ง เป็นโลกที่เกิดจากการปกครองแบบควบคุมเบ็ดเสร็จ โดยผู้ปกครองจำ�กัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนเพื่อ ให้ปกครองง่าย ข้อสอง ทุกเรื่องจะใช้ฉากโลกในอนาคต (ตามบริบทของเรื่องนั้นๆ) เพราะเมื่อย้อนกลับไปดู ข้อแรกจะเห็นว่าผู้เขียนต้องการจำ�ลองภาพอนาคต ของสังคมที่พึ่งพาเทคโนโลยีมากเกินไป หรือปกครอง แบบเบ็ดเสร็จเกินไป โดยชี้ให้เห็นว่าอาจเกิดผลเสีย อะไรบ้าง อีกเหตุผลหนึ่งคือเพื่อให้ผู้อ่านเห็นภาพ และเปรียบเทียบระหว่างโลกในวรรณกรรมกับโลก ที่ตัวเองอยู่ได้ชัดเจนขึ้น สรุปก็คือนักเขียนต้องการ ‘จำ�ลองอนาคต’ ในกรณีที่แย่ที่สุด เพื่อเตือนสติคน อ่านในสังคมปัจจุบันนั่นเอง ข้อสาม ตัวเอกของเรื่องต้อง ‘แตกต่าง’ คือ ไม่ใช่แค่มีพลังพิเศษเหนือคนอื่นหรือเก่งกว่าคนอื่น แต่ต้องเป็นคนที่มองเห็นช่องโหว่ของสังคม (ซึ่งถูก ขนานนามว่า) สมบูรณ์แบบ ที่ตัวละครอื่นๆ มอง ไม่เห็นหรือมองเห็นแต่ไม่ทำ�อะไร) และลุกขึ้นมา

เผชิญหน้าเพื่อเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขช่องโหว่นั้น ถ้า ตัวเอกไม่กล้าลุกขึ้นมาต้าน เรื่องก็ไม่เดิน สังคมก็ไม่มี อะไรเปลี่ยน จบนะ! นอกจากนี้ ผู้เขียนมักจะกำ�หนดให้ตัวเอก มีความพิเศษบางอย่างที่เป็นภัยต่อผู้ปกครอง ทำ�ให้ ตัวเอกต้องถูกตามล่า โดยความความพิเศษบางอย่าง นี้เองที่ทำ�ให้ตัวเอกเป็นคนเดียวที่จะ ‘แก้ไข’ หรือ ‘ต่อกร’ กับชนชั้นปกครองในเรื่องได้ พลังที่ยิ่งใหญ่มา พร้อมความรับผิดชอบ (อีกละ) ข้อสุดท้าย วิธีการปกครองของชนชั้นนำ�ใน นิยายแนวนี้ มักจะใช้การข่มขู่และอาจถึงขั้นกำ�จัด ชนชั้นใต้ปกครอง เพื่อไม่ให้ใครคิดตั้งคำ�ถามหรือ กล้าหือ ฝ่ายประชาชนผู้ถูกกดขี่จึงต้องพยายามเก็บ อาการ โดยไม่แสดงออกโดยตรงว่าตัวเองต่อต้าน แต่ หันไปใช้สัญลักษณ์ต่างๆ แทน จากวรรณกรรมสู่โลกจริง หลายคนคงเคยได้ยินคำ�กล่าวที่ว่า ‘เรื่องจริง ไม่อิงนิยาย’ ที่หมายถึงเป็นเรื่องจริงล้วนๆ ไม่มีการ เขียนแต่งเติมเข้ามา แต่คงต้องบอกว่าเรื่องราวกลับ ตาลปัตรไปหมดแล้ว เพราะเรื่องจริง ที่เกิดขึ้นทุกวัน นี้ หลายเรื่องดูเหมือนจะหลุดออกมาจากนิยายดิสโท เปียเลยทีเดียว ต่ อ ไปคื อ ตั ว อย่ า งของเหตุ ก ารณ์ ที่ ใ นอดี ต เคยเป็นแค่เรื่องสมมุติในหนังสือ แต่ในปัจจุบันกลาย เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง บางเรื่องก็อาการหนักกว่าที่ นักเขียนคาดไว้ซะอีก ขณะที่บางเรื่องก็ใกล้ความจริง เข้าไปทุกที

25 | Nose in a Book


Nose in a Book | 26


Brave New World ก่อนอื่นขอเวลา 3 วิเพื่อยกมือไหว้หนังสือ เล่มนี้ เพราะ Brave New World (หรือเรียกย่อๆ ว่า BNW) ของ อัลดัส ฮักซ์ลีย์ (Aldous Huxley) นัก เขียนชาวอังกฤษ เป็นเรื่องที่เก่าแก่ที่สุดในบรรดานิ ยายดิสโทเปียที่เราเลือกมาเขียนถึงในคอลัมน์นี้เลยที เดียว ถึงจะตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ ค.ศ.1932 แต่ เนื้อหาของนิยายเรื่องนี้ก็ยังล้ำ�สมัยไม่มีตกยุค โดยฮัก ซ์ลีย์จินตนาการถึงสังคมที่วิทยาศาสตร์ก้าวหน้ามาก ถึงขั้นเป็นตัวกำ�หนดชีวิตมนุษย์ในทุกด้าน ตั้งแต่อยู่ ในท้องแม่ ไม่ใช่สิ ตั้งแต่ยังไม่ออกจากหลอดแก้ว จน กระทั่งตาย โลกของ BNW ไม่มีประเทศ แต่ทุกคน อยู่ร่วมกันใน ‘รัฐโลก’ ซึ่งแบ่งประชากรออกเป็นห้า ชนชั้น ได้แก่ กลุ่มแอลฟา หรือชนชั้นนำ�ที่ฉลาดเป็นก รด ตามด้วยกลุ่มบีตา หรือชนชั้นกลางที่ฉลาดรองลง มา ส่วนอีกสามกลุ่ม คือ แกมมา เดลตา และเอ็พซิ ลอน เป็นชนชั้นแรงงานที่สติปัญญาปานกลาง พอใช้ และต่ำ� ตามลำ�ดับ โดยทุกชนชั้นเกิดในศูนย์เพาะฟัก ผ่านกระบวนการปรับปรุงพันธุกรรม รวมถึงควบคุม ความคิดและจิตใจให้พอใจกับสภาพความเป็นอยู่ของ ตัวเอง แล้ ว ความคิ ด เรื่ อ งเด็ ก หลอดแก้ ว และการ ปรับปรุงพันธุกรรมมนุษย์ก็เกิดขึ้นจริง ตัวอย่างหนึ่ง ที่เห็นได้ชัดเกิดขึ้นเมื่อเดือนกรกฎาคม ค.ศ.2013 (ตามหลัง BNW ตั้ง 80 ปี) นั่นก็คือโครงการของ DARPA (The Defense Advanced Research Projects Agency) หรือสำ�นักงานโครงการวิจัยขั้นสูงของ กระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา ที่พยายามจะเพิ่ม โครโมโซมแท่งที่ 47 เข้าไปในตัวคน แต่หลังจากมี ข่าวออกมาก็ไม่เห็นอัพเดตอีกเลย ไม่รู้ว่ายังแอบทำ�

วิจัยอย่างลับๆ กันอยู่หรือเปล่า ที่เด็ดกว่านั้น ในเมื่อไม่ต้องอาศัยเพศ สัมพันธ์เพื่อผลิตประชากร เซ็กซ์จึงกลายเป็นความ บันเทิงเต็มรูปแบบ ทุกคนเชี่ยวชาญเรื่องคุมกำ�เนิด สนุกได้เต็มที่โดยไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดปัญหาท้อง ไม่พร้อม (เพราะไม่มีใครท้องและไม่มีใครมีพ่อแม่ อยู่แล้ว) แถมรัฐยังมีนโยบายห้ามมีพลเมืองเกินสอง พันล้านคน ชวนให้นึกถึงนโยบายลูกคนเดียว (OneChild Policy) ของรัฐบาลจีนที่เริ่มใช้เมื่อ ค.ศ.1979 ต่างกันที่รัฐในเรื่องนี้ไม่ได้ควบคุมแค่การเกิด แต่ยัง กำ�หนดให้ประชากรตายเมื่ออายุ 60 ปีด้วย และทุก คนก็รอวันตายอย่างมีความสุข ผู้คนใน BNW มีความสุขตลอดเวลา เนื่องจากรัฐผลิตสื่อบันเทิงสารพัดรูปแบบ (ยกเว้น หนังสือ) ให้เลือกเสพ ประชาชนจะได้ไม่มีเวลามานั่ง คิดถึงเรื่องไร้สาระอย่างเสรีภาพ จะว่าไปก็ฟังดูคุ้นๆ แต่ยังนึกไม่ออก ขอตัวไปดูละครแป๊บนะ อีกเรื่องที่ใกล้ความจริงเข้ามาทุกทีคงต้อง ยกให้ยาโซมา (Soma) ที่รัฐกำ�หนดให้ประชาชนกิน ทุกวันเพื่อกำ�จัดอารมณ์เศร้าเหงาหงอย วันไหนเป็น ทุกข์มากๆ ก็เพิ่มขนาดยาซะ ออกฤทธิ์ทันใจแถม ยังไม่มีผลข้างเคียง โดยใน ค.ศ.2005 สำ�นักข่าวซี เอ็นเอ็นรายงานว่า ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของ อเมริกา (Centers for Disease Control and Prevention) สำ�รวจใบสั่งยากว่า 2,400 ล้านรายการทั่ว ประเทศ พบว่า 118 ล้านรายการคือยาแก้โรคซึมเศร้า นี่ขนาดยังมีผลข้างเคียง นอกจากจะเสียดสีสังคมในสมัยที่ตัวเองอยู่ แล้ว ฮักซ์ลีย์ยังคาดการณ์อนาคตได้อย่างกับตาเห็น ใครยังไม่ได้อ่านก็มีฉบับภาษาไทยด้วยนะ เวอร์ชัน ล่าสุดของฟรีฟอร์มสำ�นักพิมพ์ใช้ชื่อว่า ‘โลกที่เราเชื่อ’ แปลโดย กมล ญาณกวี อ่านแล้วอาจรู้สึกว่ามีอะไร คุ้นๆ อีกหลายอย่าง 27 | Nose in a Book


1984 ถ้าไม่เขียนถึง1984 ของจอร์จ ออร์เวลล์ (George Orwell) คงถูกแฟนพันธุ์แท้นิยายดิสโทเปีย ต่อว่าแน่ๆ เพราะเรื่องนี้ถือเป็นคัมภีร์ดิสโทเปียเลย ทีเดียว แม้จะตีพิมพ์เมื่อ ค.ศ.1949 และเป็นเรื่องที่ จินตนาการถึงสังคมเผด็จการสุดโต่งใน ค.ศ.1984 ซึ่ง ผ่านมาหลายสิบปีแล้ว แต่โลกทุกวันนี้ก็ยังหนีไม่พ้น จากการจ้องมองของบิ๊ก บราเธอร์ (Big Brother) รวม ถึงการเขียนประวัติศาสตร์และการคิดสองชั้น บิ๊ก บราเธอร์คือท่านผู้นำ�สูงสุดของรัฐโอชัน เนียใน 1984 โดยรัฐควบคุมสื่อเพื่อโฆษณาชวนเชื่อ ให้ผู้ใต้ปกครองทุกคนจงรักภักดีและเชื่อว่าท่านจับตา ดูพวกเขาอยู่ตลอดเวลา (Big Brother is Watching You) ไม่มีใครรู้ว่าบิ๊ก บราเธอร์เป็นใครหรือมีตัว ตนจริงไหม แค่เชื่อว่ามีก็พอ และเพื่อรักษาอำ�นาจ ของท่านผู้นำ� กระทรวงแห่งความจริงจึงเกิดขึ้น โดย มี แ ผนกบั น ทึ ก ทำ�หน้ า ที่ แ ก้ ไ ขอดี ต ให้ ก ารกระทำ� ของเขาถูกต้องอยู่เสมอ (ณ จุดนี้ก็อยากจะไปรื้อ

Nose in a Book | 28

แบบเรียนประวัติศาสตร์ไทยมาอ่านอีกรอบ) ส่วน เศรษฐกิจของโอชันเนียก็มีแต่ทรงตัวหรือดีขึ้น เพราะ เจ้าหน้าที่แก้ตัวเลขของปีก่อนให้แย่กว่าปีนี้ได้เสมอ ไม่มีใครรู้หรอกในเมื่อหลักฐานถูกทำ�ลายหมดแล้ว กระทรวงแห่งความจริงยังมีแผนกวรรณกรรมด้วย ไว้ สำ�หรับผลิตนิยายน้ำ�เน่ากล่อมเกลาชนชั้นแรงงานซึ่ง เป็นคนส่วนใหญ่ของรัฐ ประชาชนจะได้มีความรู้เท่า หางอึ่ง ไม่คิด ไม่ตั้งคำ�ถาม ปกครองง่ายดี ขณะที่ ช นชั้ น สู ง หรื อ สมาชิ ก พรรคชั้ น ในมี อภิสิทธิ์เหนือคนอื่น ชนชั้นกลางหรือเจ้าหน้าที่ชั้น นอกของพรรคจะถูกสอดแนมผ่านโทรภาพอยู่ตลอด เวลา เพราะรัฐกลัวว่าคนกลุ่มนี้อาจกลายเป็นกบฏ จึงต้องจับตามองตลอดเวลาเพื่อไม่ให้พวกเขากล้า แม้แต่จะคิด ชนชั้นกลางจึงหวาดระแวงและไม่มีความ เป็นส่วนตัวเลย จะเห็ น ว่ า ปั จ จุ บั น โลกเราก้ า วไกลกว่ า การ จับตามองผ่านโทรภาพของ 1984 เสียอีก นอกจาก กล้องวงจรปิดที่มีอยู่ทั่วไปหมดแล้ว (หมายถึงแบบ ที่ใช้งานได้จริงน่ะ) เหตุการณ์ที่เป็นข่าวดังไปทั่ว


โลกก็คือกรณีของเอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน (Edward Snowden) อดีตเจ้าหน้าที่เทคนิคของสำ�นักข่าวกรอง กลางสหรัฐอเมริกาหรือ CIA (Central Intelligence Agency) ที่ออกมาแฉเมื่อเดือนมิถุนายน ค.ศ.2013 ว่าสำ�นักความมั่นคงแห่งชาติอเมริกาหรือ NSA (National Security Agency) คอยสอดแนมประชาชน ตลอดเวลาผ่านแทบทุกช่องทางที่เป็นไปได้ ไม่ว่า จะเป็นการดักฟังโทรศัพท์หรือการเข้าถึงข้อมูลผ่าน อินเทอร์เน็ต และไม่ใช่เฉพาะชาวอเมริกันเท่านั้นที่ ถูกสอดแนม คนทั่วโลกโดยเฉพาะผู้นำ�ประเทศต่างๆ ก็โดนกันหมด กลับมาที่ 1984 ถ้าจับได้ว่าใครคิดไม่ดีต่อ ท่านผู้นำ�หรือรัฐล่ะก็ ตำ�รวจความคิดจะจับตัวพวก เขาทันทีในข้อหาก่ออาชญากรรมความคิด และจะ ถูกนำ�ตัวไปปรับทัศนคติที่ห้อง 101 เพื่อให้เชื่อฟัง บิ๊ก บราเธอร์ชนิดถอนตัวไม่ขึ้น ที่น่าตกใจก็คือเมื่อดู สถิติของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน จะพบ ว่ า ประเทศไทยหลั ง การรั ฐ ประหารของคณะรั ก ษา

ความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตั้งแต่ 22 พฤษภาคม-28 ตุลาคม พ.ศ.2557 มีประชาชนที่ถูกดำ�เนินคดีด้วย เหตุทางการเมือง 102 คน นอกจากนี้ รัฐโอชันเนียยังปลูกฝังให้ ประชาชนรู้จักคิดสองชั้น เพื่อให้ยอมรับแนวคิด สองอย่างที่ตรงข้ามกันสุดๆ ได้โดยไม่รู้สึกขัดแย้ง ในตัวเอง โดยสโลแกนที่ใช้ประจำ�ก็คือ ‘สงครามคือ สันติภาพ เสรีภาพหรือความเป็นทาส อวิชชาคือ กำ�ลัง’ คงไม่ต่างอะไรมากกับการคิดว่าตัวเองเป็น ประชาธิปไตยทั้งที่อยู่ในประเทศเผด็จการ เก่งจริงๆ ทำ�ไปได้ยังไง (โทษๆ เราพิมพ์เอง) ใครยังไม่ได้อ่านก็ไม่ต้องกังวลว่าจะคุยกับ คนอื่นไม่รู้เรื่อง เพราะมีฉบับแปลภาษาไทยหลาย เวอร์ชัน ล่าสุดคือสำ�นวนแปลของรัศมี เผ่าเหลือง ทอง และ อำ�นวยชัย ปฏิพัทธ์เผ่าพงษ์ โดยสำ�นัก พิมพ์สมมติจัดพิมพ์เมื่อ พ.ศ.2557 นี่เอง ได้ข่าวว่า พิมพ์มาสามครั้งแล้วในปีเดียว เป็นเรื่องที่กำ�ลังฮอต จริงๆ

29 | Nose in a Book


Fahrenheit 451 นิยายวิทยาศาสตร์ผสมดิสโทเปียที่นักอ่านทั่วโลกเห็นตรงกันว่าเป็นหนังสือดีที่ อ่านไม่สนุก แต่ก็ยอมรับว่าความคิดของเรย์ แบรดเบรี (Ray Bradbury) เฉียบคมและน่า สนใจมาก แถมยังเป็นนักเขียนที่วาดภาพอนาคตได้ตรงเป๊ะจนน่าขนลุก ฟาเรนไฮต์ 451 ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ ค.ศ.1953 เนื้อเรื่องเล่าถึงโลกที่หนังสือเป็นสิ่ง ต้องห้าม เพราะทำ�ให้ประชาชนรับรู้ถึงข้อเสียของโลกที่ตัวเองอยู่และขบคิดเกี่ยวกับปัญหา เหล่านั้น หน่วยดับเพลิงจึงมีหน้าที่เผาหนังสือให้หมด! จะให้ทำ�อะไรดีกว่านั้นล่ะในเมื่อบ้าน ทุกหลังกันไฟได้อยู่แล้ว แน่นอนว่าชื่อเรื่องมาจากอุณหภูมิที่ใช้เผาหนังสือ โดยตัวเอกซึ่งเป็นพนักงานดับ เพลิงมีเมียเป็นพวกเสพติดเทคโนโลยี วันๆ นางไม่ทำ�อะไรนอกจากดูทีวีจอใหญ่เท่าฝาบ้าน ที่มีแต่เกมโชว์ไร้สาระ หรือไม่ก็ฟังเพลงจากหูฟังจนไม่สนใจโลกภายนอก และแล้ว 20 กว่า ปีต่อมา (ค.ศ.1979) โซนี่ก็ผลิตวอล์กแมนหรือเครื่องเล่นเพลงส่วนตัวออกมาขายในโลก แห่งความจริง หลายคนเข้าใจว่าแบรดเบรีต้องการสื่อถึงการเซ็นเซอร์แบบสุดโต่งของรัฐ รวม ทั้งการใช้สื่อเพื่อมอมเมาผู้ใต้ปกครอง แต่ความจริงแล้วเขาต้องการชี้ให้เห็นว่าประชาชน เองนั่นแหละที่ไม่สนใจอ่านหนังสือ เพราะสื่อใหม่โดยเฉพาะทีวีดึงความสนใจของคนส่วน ใหญ่ไปหมด โดยเขาไม่ได้ถึงกับต่อต้านเทคโนโลยี แต่กังวลว่าคนจะใช้เทคโนโลยีทำ�อะไร มากกว่า และเขาเป็นห่วงอนาคตของหนังสือมาก กลับมาที่ปัจจุบัน จะเห็นว่าสิ่งที่ผู้เขียนกังวลเป็นความจริงมากขึ้นทุกที นอกจาก ทีวีและหูฟังแล้ว ยังมีอินเทอร์เน็ต สมาร์ทโฟน และโซเชียลเน็ตเวิร์กเพิ่มเข้ามาอีก เราจึงใช้ เวลากับการอ่านหนังสือน้อยลงเรื่อยๆ ถึงกับเกิดคำ�พูดที่ว่าสิ่งพิมพ์กำ�ลังจะตาย (บางคนก็ บอกว่าตายแล้ว ไม่ถนอมน้ำ�ใจกันเลยนะ!) สำ�หรับฉบับภาษาไทยของเรื่องนี้อาจหาซื้อยากหน่อย เพราะมีแค่สองเวอร์ชัน คือ สำ�นวนแปลของชาญ คำ�ไพรัช ซึ่งสำ�นักพิมพ์ทศวรรษพิมพ์ออกมาเมื่อ พ.ศ.2529 (ตายละ ยังไม่เกิดเลย) โดยใช้ชื่อว่า ‘ฟาเรนไฮต์ 451 อุณหภูมิเผาหนังสือ’ และเวอร์ชันของสำ�นัก พิมพ์เอ็นเธอร์บุ๊คส์ ที่แปลโดย กรกฏ และจัดพิมพ์เมื่อ พ.ศ.2548 ภายใต้ชื่อ ‘ฟาเรนไฮต์ 451 เผาหนังสือให้หมดโลก’ ลองตามหาในห้องสมุดดูนะ หรือจะเข้าไปอ่านหนังสือเรื่องอื่นก็ได้ เห็นแก่แบรดเบ รีเถอะ

Nose in a Book | 30


31 | Nose in a Book


The Hunger Games

จะมากพอแล้ว) แต่ตอนนี้สิ่งที่เกิดขึ้นจริงแล้ว คือการนำ�สัญลักษณ์ ‘ชูสามนิ้ว’ (นิ้วชี้ นิ้วกลาง เขียนเรื่องสามทหารเสือแห่งวงการดิส และนิ้วนางติดกัน) มาใช้ต่อต้านอำ�นาจรัฐ และ โทเปียไปแล้ว ได้เวลาของนิยายดิสโทเปียสมัย เหตุการณ์ก็ไม่ได้เกิดขึ้นที่ไหนไกล ประเทศไทย ใหม่บ้าง หนึ่งในเรื่องที่โด่งดังมากก็คือ The นี่แหละ Hunger Games ของ ซูซานน์ คอลลินส์ (Suzanne Collins) ซึ่งตีพิมพ์เมื่อ ค.ศ.2008 ตาม ในนิ ย ายระบุ ไ ว้ ชั ด เจนว่ า การชู ส าม มาติดๆ ด้วยภาคต่ออย่าง Catching Fire (ค.ศ. นิ้ว หมายถึง ‘ขอบคุณ ยกย่อง และลาก่อน 2009) และ Mocking Jay (ค.ศ.2010) เป็นอัน (Thanks, Admiration, and Good-bye)’ ขณะ จบครบสามเล่ม เชื่อว่าหลายคนคงมีหนังสือ เดียวกันก็มีความหมายแฝงคือการต่อต้านและ ครบเซ็ตและดูหนังไปสองภาคครึ่งแล้ว ไม่ยอมจำ�นนต่ออำ�นาจเบ็ดเสร็จของรัฐ แต่ ดู เ หมื อ นผู้ ชุ ม นุ ม ในเมื อ งไทยจะใช้ เ พื่ อ สื่ อ ถึ ง ฮังเกอร์ เกมส์ เป็นเรื่องราวในประเทศ ‘เสรีภาพ เสมอภาค และภราดรภาพ’ สมมติชื่อ พาเน็ม ซึ่งมีเมืองหลวงคือ แคปิตอล ทำ�หน้าที่ควบคุมการผลิตด้านต่างๆ ของเขต เหตุเริ่มขึ้นเมื่อ 1 มิถุนายน พ.ศ.2557 การปกครองทั้ง 12 เขต และหนึ่งในวิธีควบคุม ผู้ชุมนุมมารวมตัวกันบริเวณห้างสรรพสินค้าเท คือการจัดแข่งขัน ‘เกมส์ล่าชีวิต’ ด้วยการคัด อร์มินอล 21 และร่วมกันแสดงสัญลักษณ์ชู 3 เลื อ กเครื่ อ งบรรณาการเป็ น เด็ ก ชายหนึ่ ง คน นิ้ว เพื่อต่อต้านรัฐประหารของ คสช. ที่เกิดขึ้น และเด็กหญิงหนึ่งคนจากแต่ละเขต แล้วให้ผู้ถูก เมื่อ 22 พฤษภาคม พ.ศ.2557 เลือกทุกคนประลองกำ�ลังกัน ใครเหลือรอดเป็น หลังจากนั้นกระแสชูสามนิ้วต้านรัฐประหารก็ คนสุดท้ายก็ชนะ โดยนักเขียนใช้วิธีเล่าผ่านมุม โด่งดังไปทั่ว ขนาดสื่อต่างประเทศยังต้องมาทำ� มองของ ‘แคทนิส เอเวอร์ดีน’ หญิงสาวซึ่งอาสา ข่าว เพราะไม่เคยเห็นประเทศไหนที่คนชูสาม มาเป็นเครื่องบรรณาการประจำ�เขต 12 แทน นิ้วตามในหนังแล้วถูกจับ หนึ่งในเหตุการณ์ที่ น้องสาวที่ถูกเลือก เป็นข่าวใหญ่เกิดขึ้นเมื่อ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 โดยนักศึกษาห้าคนจากกลุ่มเผยแพร่ เนื่องจากเป็นดิสโทเปียรุ่นหลาน จึง กฎหมายสิทธิมนุษยชนเพื่อสังคม (ดาวดิน) ชู ต้องรอดูต่อไปว่าเนื้อหาในฮังเกอร์ เกมส์จะ สามนิ้วต่อหน้า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลายเป็นความจริงหรือไม่ ต่อไปอาจมีเรียลลิตี้ นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ขณะลงพื้นที่ โชว์ที่เราสนุกสนานกับการนั่งดูคนฆ่ากันก็ได้ จ.ขอนแก่น ทำ�ให้ทั้งหมดถูกควบคุมตัวและได้ (อย่าให้ถึงขั้นนั้นเลยนะ แค่สะใจตอนดูมวยน่า รับการปล่อยตัวในเวลาต่อมา Nose in a Book | 32


แม้แต่ในโซเชียลเน็ตเวิร์ก กระแสนี้ก็ลุกลาม จนรัฐบาลตัดสินใจออกคำ�สั่งว่า ห้ามประชาชน แสดงออกถึงสัญลักษณ์ทางการเมืองที่ยุยง ยั่วยุ ปลุก ปั่น ให้เกิดความแตกแยก ขัดแย้ง รวมทั้งวิพากษ์ วิจารณ์การทำ�หน้าที่ของ คสช. ผ่านทางสื่อสังคม ออนไลน์ ใครฝ่าฝืนจะต้องถูกควบคุมตัวไป ‘ปรับ ทัศนคติ’ ในที่สุด ใครยังไม่โดนก็หาอ่านได้ไม่ยาก เพราะมีฉบับ ภาษาไทยแปลโดย นรา สุภัคโรจน์ ลิขสิทธิ์ของสำ�นัก พิมพ์โพสต์บุ๊กส์ อ่านจบแล้วจะชูสามนิ้วเงียบๆ ในใจ ก็ได้นะ ยินดีต้อนรับสู่ District Thai

..เขตปกครองที่ 13 ของพาเน็ม (อุ๊บสสสสส์)

33 | Nose in a Book


Free Reading Space

มากกว่าห้องสมุดสีเขียว เรื่องและภาพ: วรรณรัตน์ กล่ำ�สมบัติ

Nose in a Book | 16


ประตู ก ระจกพิ ม พ์ ล ายสี เ ขี ย วสดใสเลื่ อ น ออกโดยอัตโนมัติ เปิดทางให้หญิงสาวเดินเข้าไปใน ตัวอาคาร 3 ชั้น หลังเก่า นิสัยเสียน้อยเสียยากทำ�ให้ เธอไม่ยอมเฉียดกรายเข้าใกล้ประตูกั้นแบบปีกผีเสื้อ (คล้ายกับในสถานีรถไฟฟ้า) ที่รออยู่ตรงหน้า เพราะ จำ�ได้ แ ม่ น ว่ า หากไม่ ไ ด้ เ ป็ น นิ สิ ต หรื อ เจ้ า หน้ า ที่ ข อง มหาวิทยาลัยแห่งนี้จะต้องเสียค่าผ่านประตูก่อน แม้จะ แค่ 10 บาทก็เถอะ ด้ ว ยเหตุ นี้ เ ธอจึ ง เลื อ กเดิ น ไปทางซ้ า ยเพื่ อ เข้าสู่โลกอีกใบหนึ่ง เป็นโลกขนาดกะทัดรัดซึ่งมีเพียง ประตูหมุน สามขากับผนังทำ�จากตู้บัตรรายการไม่ใช้แล้วไว้กั้น เขตแดน ทันทีที่พ้นประตูเข้าไปก็สัมผัสได้ถึงความ เงียบสงบและความอบอุ่นจากการตกแต่งโทนสีนำ�้ ตาล ซ้ายมือของเธอเป็นหุบเขาแห่งการค้นพบ (Canyon of Discovery) หรือชั้นหนังสือติดผนังที่จัดวางสลับ บนล่างคล้ายซอกหินผา รอให้ผู้มาเยือนเข้าไปสำ�รวจ ว่ามีหนังสือใหม่เรื่องอะไรบ้าง ส่วนตรงกลางเป็นที่ตั้ง ของต้นไม้แห่งความรู้ (Tree of Knowledge) หรือชั้น หนังสือทรงโค้งเกือบกลมสูงใหญ่สองชั้น ขณะเลือก หนังสือจึงรู้สึกราวกับถูกโอบล้อมด้วยธรรมชาติ และ ถัดไปทางขวาคือน้ำ�ตกแห่งปัญญา (Waterfall of Intelligence) หรือผ้าม่านหลากสีที่มีช่องสำ�หรับเสียบ หนังสือซ่อนอยู่ นี่ไม่ใช่อย่างที่เธอคิดไว้เลยสักนิด! ความเงียบถึงขั้นสงัด บรรยากาศทึบทึม หนังสือหนาฝุ่นจับ และบรรณารักษ์ที่คอยดุใครก็ตาม ที่ส่งเสียงดัง ทั้งหมดคือส่วนประกอบที่หญิงสาวคุ้น เคยเมื่อนึกถึงห้องสมุดมหาวิทยาลัย จนกระทั่งเธอได้ มาสัมผัสและรู้จัก Eco-Library หรือชื่อไทยๆ ว่า ห้อง สมุดเพื่อความยั่งยืนของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พื้นที่ 250 ตารางเมตรบริเวณชั้นล่างของ อาคารช่วงเกษตรศิลปการ ซึ่งเคยใช้เป็นห้องเก็บสิ่ง พิมพ์ของสำ�นักหอสมุด ได้รับการแปลงโฉมโดยทีม งานผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์ปฏิบัติการออกแบบจากวัสดุ เหลือใช้ (Scrap Lab) คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์

ให้ ก ลายเป็ น ห้ อ งสมุ ด เพื่ อ ชี วิ ต และสิ่ ง แวดล้ อ มแห่ ง แรกของไทย เพื่อสนองนโยบายมหาวิทยาลัยสี เขี ย วที่ ต้ อ งการพั ฒ นาคุ ณ ภาพสิ่ ง แวดล้ อ มภายใน มหาวิทยาลัย รวมทั้งเปิดให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการ อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและพลังงานผ่านการสัมผัสจริง ภายในห้ อ งสมุ ด แบ่ ง ออกเป็ น สามโซนด้ ว ย กัน ได้แก่ พื้นที่หลักหรือ Common Reading Space ประกอบด้วยหุบเขา ต้นไม้ และน้ำ�ตกตามที่กล่าว ถึงในตอนต้น ทั้งยังมีโต๊ะเก้าอี้หลายแบบให้เลือกนั่ง (หรือบางคนอาจจะนอน) ส่วนต่อมาคือพื้นที่สำ�หรับ ศิษย์เก่าหรือ Alumni Space เพื่อให้บริการข้อมูล ข่าวสารเกี่ยวกับการศึกษาต่อและสมัครงาน รวมถึง มีโต๊ะทำ�งานพร้อมปลั๊กไฟไว้อำ�นวยความสะดวกด้วย และส่วนสุดท้ายคือห้องหนังสือสำ�หรับเด็กหรือ Kid’s Play Space นั่นเอง แม้จะเป็นห้องสมุดอนุรักษ์พลังงาน แต่ พื้นที่ทุกส่วนก็ได้รับแสงสว่างเพียงพอทั้งจากหลอด ประหยัดไฟและแสงธรรมชาติ โดยทีมงานออกแบบ ให้มีหน้าต่างเรียงรายอยู่ตลอดแนวผนังด้านซ้าย ซึ่ง เป็นทิศทางที่แสงส่องเข้ามาอย่างเหมาะเจาะ แถม ยังปลูกต้นไม้เพิ่มด้านนอกอาคารเพื่อช่วยกรองแสง บรรยากาศจึงโปร่งสบายตา เท่านั้นยังไม่พอ เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นในห้อง สมุดแห่งนี้ผลิตจากวัสดุเหลือใช้ 100 เปอร์เซ็นต์ ตั้งแต่ป้ายชื่อ Eco-Library ที่นำ�เศษเหล็กมาต่อกัน ชั้น หนังสือและโต๊ะทำ�จากเศษไม้ โคมไฟสวยเก๋จากเศษ ด้ายที่เหลือทิ้งหลังการผลิตพู่ผ้าม่าน โซฟาจากชุดสูท ที่ไม่ใช้แล้วของพนักงานธนาคาร ม้านั่งจากยางพารา หมดคุณภาพ ตลอดจนพื้นผิวของเคาน์เตอร์ยืม-คืนซึ่ง นำ�เศษเหลือจากการทำ�กระดุมมาขึ้นรูปใหม่ ในตอนแรกหญิงสาวเข้าใจว่าห้องสมุดเพื่อ ความยั่งยืนคงมีแต่หนังสือเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม แต่ หลังจากเดินสำ�รวจตามชั้นต่างๆ จึงได้รู้ว่าความจริง แล้ ว ที่ นี่ เ ป็ น สวรรค์ ข องคนชอบอ่ า นนวนิ ย ายเลยที เดียว นอกจากนั้นก็ยังมีหนังสือทั่วไป ไม่ว่าจะเป็น เรื่องสั้น เรื่องแปล หนังสืองานบ้านงานครัว หรือแม้แต่ หนังสือธรรมะ สังเกตได้จากแถบสีซึ่งติดอยู่ที่สัน 17 | Nose in a Book


Nose in a Book | 18

“100 เปอร์เซ็นต์ คือครบทุกคนน่ะค่ะ เพียง แต่ระยะ เวลาอาจนานหน่อย แต่เขาเอามาคืน” คำ� ตอบที่ได้ทำ�ให้ประหลาดใจยิ่งกว่าเดิม ขณะเดียวกันก็ เป็นเรื่องน่ายินดีที่ได้รู้ว่ายังมีสัจจะในหมู่นักอ่าน นอกจากโครงการหนังสือสัจจะแล้ว ห้องสมุด อีโค่ยังมีกิจกรรมอื่นๆ สลับกันไปในแต่ละเดือน ทั้ง กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน การเรียนรู้ และความรับ ผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่การพบปะพูดคุยกับนัก เขียนเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ การสอนประดิษฐ์ตุ๊กตา จากเศษวัสดุตลอดจนการแนะแนวศึกษาต่อ แม้ จ ะไม่ ค รบวงจรถึ ง ขั้ น มี อ าหารการกิ น พร้อมหรือมีห้องสำ�หรับดูหนังฟังเพลง แต่สถานที่ แห่ ง นี้ ก็ ห่ า งไกลจากคำ�ว่ า ห้ อ งสมุ ด ธรรมดามากนั ก อาจเพราะแนวคิดและการออกแบบอันมีเอกลักษณ์ บวกกับการเป็นศูนย์รวมความรู้หลากหลายรูปแบบที่ ต้อนรับทุกคนอย่างอบอุ่น “แล้วเราจะกลับมาอีก” หญิงสาวคิดขณะเดิน ออกจากห้องสมุดเพื่อความยั่งยืน ในกระเป๋าของเธอมี หนังสือที่ติดแถบสันสีน้ำ�ตาลอยู่หลายเล่ม

Ku Eco-Library

ศูนย์เรียนรวม 1

ไปรษณีย์

วิท

จ.-ศ. 8.00-20.00 น. ส.-อา. 11.00-19.00 น. 0 2942 8616 ต่อ 125, 127 KU Eco Library

คณะ

ศูนย์หนังสือ มก. ถ.งามวงศ์วาน

ตร์

าส ยาศ

ถ.สุวรรณวาจกกสิกิจ

หนังสือ โดยมีอักษรย่อกำ�กับเพื่อให้แยกประเภทได้ ละเอียดขึ้น เช่น สีเขียวอ่อนคือหนังสือทั่วไป สำ�หรับ หนังสืองานฝีมือใช้อักษรย่อ TT ส่วนเรื่องสั้น ใช้อักษร ย่อ รส ขณะที่แถบสีม่วงคือหนังสือที่ได้รับรางวัล และ แถบสีชมพูคือหนังสือสำ�หรับเด็ก เป็นต้น นางศสิญา เสือดี หรือคุณตั้ม ซึ่งเป็นผู้จัดการ ของห้องสมุดเล่าให้เธอฟังว่า ทางสำ�นักหอสมุดย้าย หนังสือทั่วไปจากห้องสมุดหลักมาไว้ที่ห้องนี้ เพราะ ต้องการให้ผู้ใช้บริการทุกเพศทุกวัยเข้าถึงได้ง่ายขึ้น “ถ้าพ่อแม่ลูกเข้ามาใช้บริการในห้องอีโค่ ทุก คนก็มีหนังสือที่ตนเองสนใจจะอ่านได้ เป็นหนังสือที่ไม่ วิชาการแล้วเราก็เปิดให้บุคคลทั่วไปที่ไม่ใช่สมาชิกเข้า ใช้ได้ฟรี” ผู้จัดการห้องสมุดกล่าว หากบุคคลภายนอกอยากเป็นสมาชิกก็ไม่มี ปัญหา เริ่มต้นจากบริจาคเงิน 200 บาทเพื่อสมทบ ทุนโครงการซื้อหนังสือเข้าห้องสมุดชุมชน นอกจาก ได้ช่วยกระจายโอกาสทางการอ่านแล้ว ยังได้สิทธิ์เป็น สมาชิกนานหนึ่งปี โดยใช้บัตรสมาชิกยืมหนังสือได้ สามเล่มต่อครั้ง ครั้งละไม่เกินเจ็ดวัน จะยืม-คืนแบบ คลาสสิกผ่านเจ้าหน้าที่หน้าเคาน์เตอร์ หรือใช้เครื่อง ยืมอัตโนมัติก็ได้เช่นกัน ส่วนใครที่ไม่ได้เป็นสมาชิกก็ยังมีโอกาสพา หนังสือออกไปเที่ยวข้างนอกได้บ้าง เพราะที่หุบเขา แห่งความรู้มีมุมเล็กๆ ซึ่งเป็นที่อยู่ของหนังสือที่ใช้ ‘สัจจะการยืม’ คุ ณ ตั้ ม อธิ บ ายว่ า หนั ง สื อ ติ ด แถบสี น้ำ�ตาลเป็นหนังสือบริจาคที่ผ่านการคัดเลือกแล้ว ทั้ง ยังเป็นหนังสือประเภทเดียวที่ไม่ต้องใช้บัตรสมาชิกใน การยืม แต่ใช้แค่ลายเซ็นกับสัจจะของผู้ยืมเท่านั้น โดย สามารถยื ม หนั ง สื อ ได้ ไ ม่ จำ�กั ด จำ�นวนและนำ�มาคื น เมื่อไรก็ได้ ไม่มีการทวงหรือต้องเสียค่าปรับใดๆ ทั้งสิ้น เรียกว่าวัดใจกันไปเลย คำ�บอกเล่ า ของผู้ จั ด การทำ�ให้ ห ญิ ง สาว ประหลาดใจไม่คิดว่าจะมีห้องสมุดในประเทศไทยที่ ใช้ ร ะบบดั ง กล่ า วถ้ าต่อไปไม่มีหนังสือบริจาคเข้า มา ทดแทน ก็เป็นไปได้สูงที่ชั้นหนังสือนี้จะว่างเปล่า “แล้วคนที่ยืมหนังสือจากมุมนี้ไป เขากลับมา คืนกันเยอะไหมคะ” เธออดไม่ได้ที่จะถาม

ประตูงามวงศ์วาน 1


Under Fire

แคทนิส เอเวอร์ดีน นังหนูผู้มากับไฟ นี่เจ้ไง จำ�ไม่ได้เหรอ

ยินดีต้อนรับแฟน NIAB ทุ ก ท่ า นเข้ า สู่ เ ดื อ นพฤษภาคมที่ ติ ด อั น ดั บ หนึ่ ง ในสี่ ข องเดื อ นที่ มี วั น หยุดน้อยที่สุดในรอบปี (รองลงมา จากเดือนมิถุนายน กันยายนและ พฤศจิกายน) แต่สำ�หรับปี 2557 นี้ กลับมีเรื่องให้ประหลาดใจ เพราะ อยู่ๆ เราชาวไทยก็ได้มีวันหยุดยาวๆ จากวาระพิเศษช่วงรัฐประหาร ที่ได้ รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่ใจดี อย่าง ‘คณะรักษาความสงบแห่งชาติ’ หรือ ที่เรียกสั้นๆ แบบเก๋ไก๋ว่า ‘คสช.’ เสีย อย่างนั้น ด้ ว ย อ า นิ ส ง ส์ ข อ ง วั น หยุ ด ยาวดั ง กล่ า วประกอบกั บ การ รัฐประหารอัน ‘น่าชื่นชมโสมนัส’ เจ้ เลยคั น ปากอยากเม้ า ท์ ใ ครสั ก คน ที่ เ ชื่ อ มโยงกั บ เรื่ อ งนี้ สั ก นิ ด หน่ อ ย แน่นอนว่าต้องไม่ใช่คนจริงๆ เพราะ สภาวะทางสังคมไม่เปิดโอกาส ดังนั้นคนที่จะพามาแนะนำ�ให้รู้จักคงหนีไม่พ้นตัวละครในหนังสือแนว ‘ดิสโทเปีย’ (ขั้วตรงข้ามกับโลกในอุดมคติ) สุดโด่งดัง ผู้นำ�แห่งการปฏิวัติสังคมสู่โลกใหม่ ที่ถูกนำ�ไปสร้างเป็นภาพยนตร์ที่ โด่งดังไม่แพ้กันอย่าง ‘The Hunger Game’ ซึ่งตัวละครที่เชิญมาให้รู้จักกันมากขึ้นในวันนี้ก็คือสาวน้อยผู้มากับ ไฟ ‘แคทนิส เอเวอร์ดีน’ 62 | Nose in a Book


แคทนิส และ เกล เดี๋ยวๆๆ ถ้าหนูไม่สนใจผู้ชายก็ยกให้เจ้สักคนเถอะลูก

ก่อนจะลงมือเม้าท์ เอ้ย! ทำ�ความรู้จักในเชิง ลึกกับหนูแคทนิส ขอเจ้เล่าประวัติคร่าวๆ ของสาวน้อย คนนี้ให้ฟังสักเล็กน้อย แคทนิส เอเวอร์ดีน เป็นสาวชาว บ้านธรรมดาๆ อาศัยอยู่ในเขต 12 (ที่จัดได้ว่ายากจน ที่สุดในบรรดาทั้งหมด 12 เขตของพาเน็ม) พ่อของเธอ เสียชีวิตจากอุบัติเหตุในเหมืองถ่านหินตั้งแต่ตอนที่เธอ ยังเด็ก ส่วนแม่ก็เจ็บออดๆ แอดๆ เพราะโศกเศร้าอย่างหนัก จากเหตุการณ์ดังกล่าว ส่งผลให้เธอต้องกลายมาเป็น เสาหลักของครอบครัว คอยหาเลี้ยง ทั้งแม่ น้องสาว (พริมโรส เอเวอร์ดีน) ด้วยตัวคนเดียว ภายหลังจากเสนอตัวเป็นเครื่องบรรณาการ เข้าแข่งขันใน ‘เกมส์ล่าชีวิต’ (ที่จะจัดขึ้นทุกปีโดย ‘แค ปิตอล’ ซึ่งเป็นเมืองหลวง ศูนย์กลางการปกครอง หลัก การก็ง่ายๆ คือผู้จัดงาน จะสุ่มเลือกเด็กจากเขตทั้ง 12 เขตมาเขตละ 2 คนเพื่อมา ต่อสู้กันเองใครเหลือรอด คนสุดท้ายเป็นผู้ชนะที่จะ ได้ครอบครองเงินรางวัล แบบที่กินอยู่สบายทั้งชาติไป) ครั้งที่ 74 แทนน้องสาว ที่ถูกเลือก เธอก็ได้พบกับพีต้า (เครื่องบรรณาการที่ได้ รับเลือกอีกคนจากเขต 12 หล่อเชียวแหละ นิสัยดีด้วย แซ่บมากๆ – เจ้เอง) เฮย์มิช (โค้ชขี้เมา อดีตผู้ชนะจาก เกมส์ล่าชีวิตครั้งที่ 50) และผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆ เธอ ต้องเจอกับเหตุการณ์ที่ต้องสู้เพื่อเอาชีวิตรอดมากมาย จนในที่สุดก็คว้าชัยชนะไปครองร่วมกับพีต้าได้สำ�เร็จ ทำ�ให้ประธานาธิบดีสโนว์ แห่งแคปิตอลไม่พอใจอย่าง มาก เธอจึงถูกผลักกลับเข้าไปในเกมส์อีกครั้ง (ในเล่ม 2) คราวนี้ไม่ใช่แค่เอาชีวิตรอดออกมาได้ แต่ยังทำ�ลาย Nose in a Book | 63

แคทนิส และ พีต้า ถ้าผู้ชายจะมองตาเยิ้มขนาดนี้ ทำ�ไมไม่มองเขาหน่อยละลูกกก

เกมส์ที่เป็นสัญลักษณ์แห่งอำ�นาจของแคปิตอลอันจุด ชนวนให้ความรุนแรงลุกลามออกมาสู่ชีวิตจริง เธอ กลายเป็นสัญลักษณ์ของกบฏ (ในเล่ม 3) และในตอน ท้ายของเรื่องหลังความสูญเสียทั้งปวง เธอก็ได้ใช้ชีวิต อย่างสงบสุขกับ... พอและเจ้ขี้เกียจเล่าหมด ไปหาอ่าน กันเองแล้วกันเนอะ คริ! จากที่เล่ามาก็ทำ�ให้เรารู้ได้ว่าในแง่ความเป็น ฮีโร่แคทนิสสามารถเป็นได้อย่างไร้ที่ติ เพราะเธอมีนิสัย พื้นฐานที่ฮีโร่ทุกคนจำ�เป็นต้องมีอย่างครบถ้วน ทั้ง ความกล้าหาญ เด็ดเดี่ยว มีไหวพริบ รวมถึงทักษะใน การเอาชีวิตรอดได้ในระดับที่สูงมาก ถึงขนาดสามารถ เอาชนะผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆ จากเขตที่ได้รับการ ฝึกฝนมาอย่างดี และเอาชีวิตรอดจากเกมส์ล่าชีวิต จน สามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคมได้ในที่สุด แต่ในแง่ความเป็นผู้หญิง เจ้ต้องขอบอกเลยว่าต่อให้ สอบใหม่อีกกี่ร้อยครั้ง นังหนูคนนี้ก็จะอยู่ในกลุ่มที่มี คะแนนแย่ที่สุดทุกครั้ง ฟันธง! เหตุผลข้อแรกเป็นเพราะเธอมีสัชาตญาณใน การเอาตัวรอดมากเกินไป จนทำ�ให้ในบางครั้งการกระ ทำ�ของเธอก็เข้าข่ายน่ากลัวเกินกว่าที่ผู้หญิงคนหนึ่ง พึงมี เช่น การวางแผนคร่าวๆในใจว่าจะต้องฆ่าศัตรู อย่างไรตนจึงจะสามารถรอดไปจากสถานการณ์ตรง หน้าได้ โดยไม่ได้คำ�นึงถึงคนรอบข้างว่าจะสามารถ รั บ มื อ และผ่ า นพ้ น สถานการณ์ ดั ง กล่ า วไปกั บ เธอได้ หรือไม่ เป็นต้นข้อต่อมาเป็นเพราะเธอเก่งเกินไปทั้ง ในแง่ความคิดและทักษะทางร่างกาย นี่เองจึงทำ�ให้ เธอไม่ค่อยฟังใครชอบลุยฝ่าอันตรายตัวคนเดียว มัก


มองว่าคนอื่นไม่สามารถเอาตัวรอดได้เหมือนกับเธอ ถ้าไปด้วยก็มีแต่จะเอาชีวิตไปทิ้งเท่านั้นเหล่านี้ทำ�ให้ เธอวางตัวเป็น ‘ผู้ปกป้อง’ มากกว่า ‘ผู้ถูกปกป้อง’ ถ้า มองในฐานะผู้หญิงที่เป็นคู่รักบอกได้คำ�เดียวว่าใครที่ เป็นผู้ชายของหล่อนคงน่าอดสูพอดู เพราะนอกจาก ศักดิ์ศรีความเป็นชายจะถูกย่ำ�ยีเพราะหล่อนเลือกจะ ไม่ขอความช่วยเหลือแต่ทำ�ทุกอย่างด้วยตนเองแล้ว ยังถูกเหยียบย่ำ�ศักดิ์ศรีด้วยการถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม ‘ผู้ ถูกปกป้อง’ ร่วมกับแม่และน้องสาวของเธออีกต่างหาก ผู้ชายที่มองเห็นแต่แผ่นหลังของแฟนตัวเอง ไม่เศร้าก็ แปลกละ จริงไหม? ข้อสุดท้ายก็สืบเนื่องมาจากสองประการแรก นั่นคือ เป็นเพราะเธอ ‘ไม่ค่อยสนใจเรื่องความรัก’ หรือ พูดให้เข้าใจง่ายๆ คือเธอเป็นพวก ‘ตายด้านเรื่องความ รัก’ ในกรณีของผู้หญิงคนอื่นๆ จะมีระดับความมโน และระดับความสนใจเรื่องความรักค่อนข้างสูง เมื่อ เทียบกับผู้ชายในสภาพแวดล้อมเดียวกัน ทั้งนี้เพราะ เพศหญิงเป็นเพศที่มีอารมณ์อ่อนไหว อันมีพื้นฐาน มาจากฮอร์โมน และการเลี้ยงดูมาอยู่แล้ว อะไรที่เป็น สัญลักษณ์สื่อถึงความรัก ความโรแมนติก แม้เพียงนิด เดียว ก็จะสามารถจับได้ทันที (ในบางรายอาจมีการ คิดต่อยอดเข้าไปด้วยเพื่อความฟินเฉพาะตัว) เพราะมี การเหลาสัมผัสรับรู้เรื่องพวกนี้ให้แหลมคมตลอดเวลา เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ทว่าสำ�หรับแคทนิส กลับตรงกันข้ามด้วยชีวิต ที่ต้องปากกัดตีนถีบมาตั้งแต่ยังเด็ก ต้องเป็นเสาหลัก หาเลี้ยงครอบครัว ต้องเอาชีวิตรอดจากเกมส์ล่าชีวิต และต้องเอาตัวรอดจากการตามล่าของผู้ปกครองผู้โหด เหี้ยม เหล่านี้ทำ�ให้เธอต้องพุ่งสมาธิไปที่การฝึกฝน ทักษะเพื่อเอาตัวรอด แทนที่จะได้พุ่งสมาธิไปที่ทักษะ การมโนเหมือนผู้หญิงทั่วไป ทำ�ให้แม้สัญญาณการอ่อย จากผู้ชาย (ทั้งเกล และพีต้า) จะชัดเจนแค่ไหนเธอก็ไม่ สังเกตเห็นเลยแม้แต่น้อย แต่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ความตายด้านของนัง หนูแคทนิสกลับทำ�ให้เธอมีเสน่ห์ต่อเพศตรงข้ามอย่าง ประหลาด เจ้สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นเพราะผู้ชายชอบ การแข่งขัน ผู้หญิงที่ต้องแย่งชิงมาด้วยความยาก ลำ�บากจึงน่าสนใจมาก

กว่าผู้หญิงที่ขยิบตาให้ทีเดียวก็ตามมาจนถึงในห้อง นอน (หืมมม บางทีเจ้ก็แอบกลัวสำ�นวนการเปรียบ เทียบของตัวเองเหมือนกันนะ) เพราะการได้ผู้หญิงมา ด้วยความยากลำ�บาก หมายถึงการแข่งขันในเกมส์ที่ ยาก และท้าทายมากกว่านั่นเอง (ทฤษฎีนี้เจ้ได้มาจาก การสังเกตการณ์เพื่อนในกลุ่มของเจ้ค่ะ ใครอ่อยผู้ชาย ก่อนจะแห้วทุกราย ขณะที่ใครเงียบๆ นี่ฟาดเรียบทุก รายเช่นกัน – อ้ะๆ อย่าทายให้เสียเวลาเลยค่ะว่าเจ้ เป็นกลุ่มไหน เอาเวลาไปทำ�อย่างอื่นเถอะ!) ดั ง นั้ น แม้ แ คทนิ ส จะไม่ เ คยรู้ ถึ ง ความในใจ ของพีต้าและเกล รวมถึงคอยแต่จะทำ�ลายศักดิ์ศรีของ ผู้ชายทุกคนในเรื่องด้วยการพยายามปกป้องพวกเขา และทำ�เหมือนกับว่าทุกคนไม่สามารถดูแลตัวเองได้ แต่ สาวน้อยผู้มากับไฟคนนี้ก็ยังคงครองใจผู้ชาย (เกือบ) ทั้งเรื่องได้อย่างเหนียวแน่นหนึบ ทุกคนพร้อมใจกัน ชื่นชม และให้อภัยกับทุกการกระทำ�ที่วู่วาม และไร้ เหตุผลของเธอ อย่างไม่มีเงื่อนไข ภายใต้เหตุผลที่ว่า เธอผ่านความเลวร้ายมาเยอะ จะทำ�อะไรแย่ๆ บ้างก็คง ไม่แปลก (ตรรกะผิดเพี้ยนกว่านี้ก็คนไทยแล้วค่ะ อุ่ย!! โทษๆ แมวพิมพ์) เห็นอย่างนี้แล้วสาวๆ อย่าเผลอไปเอาเยี่ยง อย่างนังหนูนะจ้ะ เพราะมันไม่เวิร์คแน่ๆ เนื่องจากนัง หนูแคทนิสอยู่ในบริบทที่บ้านเมืองไม่สงบสุขมาตั้งแต่ ต้น ทำ�ให้การมีคุณสมบัติด้านการเอาตัวรอดที่สูงนับ เป็นสิ่งจำ�เป็นที่ยอมให้เกิดขึ้นได้ในโลกของเธอ ส่วนพวกเราที่อยู่ในโลกแห่งความจริงก็อาจ ต้องเพลาๆ คุณสมบัติในข้อนี้เอาไว้ก่อน รอให้สังคมไม่ สงบสุขเหมือนในหนังสือเมื่อไหร่ค่อยงัดออกมาใช้ เพื่อ มัดใจชายให้อยู่หมัด… แต่พอมาคิดดูอีกที... นี่อาจถึงเวลาที่จะงัด คุณสมบัติการเอาตัวรอดออกมาใช้แล้วก็ได้นะ

ว้ายยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย~

64 | Nose in a Book


Staff Favorites พระจันทร์เน่าหนอน (Maggot Moon) Sally Gardner เขียน / สุกนก รอดรัตน์ แปล สำ�นักพิมพ์มติชน / ราคา 210 บาท เมื่อโลกที่ต้องอยู่ไม่ใช่โลกที่น่าอยู่ และสิ่งเดียวที่ถูกกำ�หนดให้ต้อง ทำ�คือการนั่งรอเวลาที่จะถูกกำ�จัด คุณจะเลือกอะไรระหว่างการอยู่อย่างจำ� ใจ กับการตายอย่างน่าจดจำ�? ‘พระจันทร์เน่าหนอน’ เป็นวรรณกรรมดิสโทเปีย (ตรงข้ามกับโลก ในอุดมคติ) แนวใหม่สะท้อนแนวความคิด ‘จินตนาการสำ�คัญกว่าความรู้’ ออกมาด้วยภาษาตรงไปตรงมา บอกเล่าเรื่องราวของ สแตนดิช เทรดเวล เด็กชายช่างฝัน นัยน์ตาสองสี ที่มักจะถูกเพื่อนร่วมห้องล้อบ่อยๆ ว่า “สแตน ดิช เทรดเวล เขียนไม่ได้อ่านไม่ออก สแตนดิช เทรดเวล ไอ้เด็กกระจอก” เขาอาศัยอยู่กับปู่ในโซนเจ็ดอันยากจนข้นแค้น ภาย ผ่านการบรรยายสภาพสังคมอันมืดบอดของโลก ใต้การปกครองแบบเผด็จการของรัฐบาล และถูกตี สมมติในเรื่อง จุดเด่นที่ทำ�ให้ ‘พระจันทร์เน่าหนอน’ กลาย ตราว่าเป็นคนที่เต็มไปด้วยความบกพร่อง ทั้งสีตา และระดับความสามารถในการอ่านเขียนของเขา เป็นวรรณกรรมดิสโทเปียที่แตกต่างจากเรื่องอื่นๆ นับเป็นเครื่องตอกย้ำ�ได้อย่างดี จนกระทั่งได้พบกับ ก็คือ ลักษณะการบรรยาย ที่เน้นบรรยายแบบ เฮกเตอร์ – ลูกชายนักวิทยาศาสตร์ที่ถูกย้ายมา สั้นกระชับ มากกว่าขยายความให้เห็นภาพอย่าง จากมาเธอร์แลนด์อันมั่งคั่งด้วยเหตุผลบางอย่าง ซึ่ง ละเอียดดังที่วรรณกรรมดิสโทเปียทั่วไปนิยมทำ� ส่ง เป็นเสมือนเพื่อนเพียงคนเดียวที่เข้าใจ และคล้าย ผลให้บางบทในพระจันทร์เน่าหนอน มีเนื้อหาเพียง 6-7 บรรทัดเท่านั้นไม่ได้มีความยาวมากมายเหมือน ทำ�ให้โลกที่เน่าหนอนน่าอยู่ขึ้น ทว่ าเมื่ อรัฐใช้อำ�นาจพรากเอาเพื่อนของ เรื่องอื่นๆ จุดเด่นอีกประการคือภาพประกอบภายใน เขาไป หนทางเดียวที่จะช่วยเพื่อนได้คือการใช้ จิ น ตนาการอั น เป็ น คุ ณ สมบั ติ ที่ ถู ก ตี ต ราว่ า ไร้ ค่ า เล่ม ที่มีลักษณะเป็นภาพต่อเนื่อง เมื่อพลิกผ่านจะ และไม่มีความหมายในสังคมเผด็จการที่การเชื่อฟัง มองเห็นความเคลื่อนไหวของภาพ เกิดเป็นนิทาน คำ�สั่งต้องมาก่อน อ่านแล้วอาจจะทึ่งว่าจินตนาการ ภาพอีกเรื่องซ้อนอยู่ในเนื้อหา สะท้อนแง่มุมของ สามารถทำ�อะไรได้มากกว่าที่คิด การให้ความ สั จ ธรรมในชี วิ ต ออกมาได้ อ ย่ า งชั ด เจนไม่ แ พ้ ตั ว สำ�คัญกับคำ�ว่า ‘จินตนาการ’ มากกว่า ‘ความรู้’ ดัง หนังสือ ใครอยากสั ม ผั ส ความแปลกใหม่ ข อง กล่าว คล้ายบอกกลายๆ ว่าความโง่ไม่ใช่ปมด้อย ของเด็ก แต่การขาดจินตนาการต่างหากที่เป็น วรรณกรรมเยาวชนแนวดิสโทเปียที่ย่อยง่ายๆ ห้าม ขณะเดียวกันก็ไม่ได้สอนให้วาดภาพฝันอันสวยหรู พลาด เพราะด้วยแก่นเรื่องที่นำ�เสนออย่างตรงไป แต่ให้ตระหนักถึงด้านมืดในจิตใจมนุษย์ และรู้จัก ตรงไปมา ผ่านกลวิธีอันแปลกใหม่ ‘พระจันทร์เน่า ใช้จินตนาการรับมือกับด้านมืดนั้น ทั้งยังทำ�ให้ผู้ หนอน’ อาจทำ�ให้คุณหลงเสน่ห์ได้โดยไม่รู้ตัว อ่านตระหนักถึงอันตรายของภาวะสิ้นไร้จินตนาการ Nose in a Book | 48



Bookmark

Papercuts.co กระดาษเป็นของมีคม เรื่อง: วรรณรัตน์ กล่ำ�สมบัติ

เคยถูกกระดาษบาดไหม? สิ่งที่บาดเราให้เลือดซิบอาจไม่ใช่ขอบคมบาง ของกระดาษ ทว่าคือถ้อยคำ�บนหน้ากระดาษนั้นต่าง หาก และดูเหมือนว่า เวีย-วีรวิญญ์ สุขสันตินันท์ ผู้ก่อ ตั้งเว็บไซต์ papercuts.co จะเข้าใจความรู้สึกนี้ดี “อยู่ดีๆ ก็คิดว่า Papercut แล้วเติม s เข้าไป เลยเป็นได้ทั้ง Paper cuts ที่เป็นประโยค (กระดาษ บาด) หรือ Papercuts ที่หมายความว่า (แผลจาก กระดาษบาด) หลายแผล ส่วนสโลแกนคือ Paper is a sharp object. กระดาษเป็นของมีคม ขณะเดียวกัน Sharp ก็แปลว่าเฉียบคม ประมาณว่าเป็นสิ่งที่ฉลาด คือ นอกจากอ่านแล้วฉลาด ยังทำ�ร้ายเราได้อีกด้วยทาง ด้านอารมณ์” แอดมินถึงที่มาของชื่อเว็บไซต์ Papercuts เป็นเว็บไซต์ข้อมูลข่าวสารใน แวดวงวรรณกรรมไทยและสากลที่เปิดตัวเมื่อกลาง เดือนสิงหาคม พ.ศ.2557 โดยมีจุดเด่นคือการนำ�เสนอ ผ่านภาษาที่กระชับ อ่านง่าย และดีไซน์สวยทันสมัย แอดมิ น ซึ่ ง จบปริ ญ ญาตรี เ อกวรรณดคี อั ง กฤษ-โท Nose in a Book | 80

ปรัชญา จากรั้วอักษรศาสตร์ จุฬาฯ เล่าถึงจุดเริ่มต้น ของการทำ�เว็บไซต์ดังกล่าวว่า เธอต้องการนำ�ความรู้ ความสนใจด้านวรรณกรรมมาใช้ให้เกิดประโยชน์ โดย ปรึกษากับเพื่อนๆ ไว้ตั้งแต่ก่อนเรียนจบแล้ว แต่ความ ลังเลของสมาชิกกลุ่มทำ�ให้ไม่ได้เริ่มสักที “สุดท้ายเราก็เลย เออ ทำ�คนเดียวแล้วกัน เรื่องมาก” เจ้าของเว็บไซต์กล่าวแบบไม่จริงจังนัก กว่าจะออกมาเป็นรูปเป็นร่างก็ใช้เวลาร่วม สองเดือนเพราะเวียใส่ใจรายละเอียดทุกขั้นตอน เริ่ม จากการคิดชื่อเว็บไซต์ สโลแกน และโลโก้ ไปจนถึง การออกแบบหน้าเว็บ ยิ่งไปกว่านั้น ภาพประกอบ ทุ ก ภาพต้ อ งผ่ า นการเลื อ กอย่ า งพิ ถี พิ ถั น เพื่ อ ให้ เ ข้ า กับเนื้อหา ทั้งยังนำ�มาปรับแต่งสีให้เป็นโทนเดียวกัน ทั้งหมด “สำ�หรับเราความสวยสำ�คัญพอๆ กับเนื้อหา เลยนะ มันถึงช้า ทุกอย่างช้ามาก นี่ก็ยังแก้โน่นแก้นี่ แก้ฟอนต์ ฟอนต์ก็เลือกนาน โลโก้ก็คิด คือเราให้ความ สำ�คัญมาก แล้วมันก็เห็นผลนะ มีกวีซีไรต์ชื่อซะการีย์ ยา (เจ้าของผลงาน ‘ไม่มีหญิงสาวในบทกวี’ ซึ่งได้รับ


รางวัลเมื่อ พ.ศ.2553) เขาส่งผ่านคนรู้จักมาบอกว่า เฮ้ย ชอบนะ สวย ไม่เหมือนคนอื่น ก็ดีใจ ดีใจอยู่คน เดียว (หัวเราะ)” ส่วนเนื้อหาในเว็บ ประกอบด้วยสามส่วน หลัก ได้แก่ ข่าว บทความ และรีวิวหนังสือ ในส่วน ข่าวและบทความมักเลือกแปลจากเว็บไซต์ของต่าง ประเทศ พร้อมอ้างอิงแหล่งที่มาชัดเจน แต่ก็มีข่าว ประชาสัมพันธ์กิจกรรมภายในประเทศด้วย ขณะที่ รีวิวหนังสือเป็นการแสดงความคิดเห็นหลังจากอ่าน จบแล้ว อาจบอกภาพรวมของหนังสือ ความรู้สึกที่มี ต่อเรื่อง หรือพูดถึงกลวิธีการเขียนก็ได้ นอกจากนี้ ผู้ ก่อตั้ง Papercuts ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่ามีเพื่อนมาช่วย ผลิตเนื้อหาทางฝั่งวรรณกรรมไทยแต่ช่วงนี้เงียบหาย ไปเพราะงานยุ่ง “ตอนแรกเราวางไว้ ด้ ว ยว่ า อยากมี บ ท สัมภาษณ์ แต่จะได้แค่นักเขียนไทย แล้วอีกอันหนึ่งก็ คือบทวิเคราะห์เพราะเราชอบ แต่ยังไม่มีเพราะว่ามัน ใช้เวลานาน แล้วไม่มีคนเขียนมาให้ เราก็ทำ�เองคน เดียวไม่ได้ ไม่ไหว แต่อยากมีจะได้ไม่เหมือนคนอื่น” เวียเปิดเผยถึงความตั้งใจที่ยังไม่บรรลุผล เนื่องจาก เธอเองก็ทำ�งานประจำ�ในตำ�แหน่ง Copywriter ที่ บริษัทโฆษณาแห่งหนึ่ง สำ�หรั บ สาเหตุ ที่ นำ�เสนอเนื้ อ หาเกี่ ย วกั บ วรรณกรรมต่างประเทศมากกว่านั้น นอกจากเป็น

ความชอบส่วนตัวของแอดมินแล้ว เธอมองว่ายังมี หนังสือน่าอ่านอีกมากมายที่คนไทยยังไม่รู้จัก เพราะ ไม่มีใครนำ�มาแปลหรือไม่ได้อยู่ในกระแส และผู้อ่านที่ ไม่ถนัดภาษาอังกฤษก็อาจเสียโอกาสได้รู้อะไรดีๆ ไป เมื่อถามถึงกระแสตอบรับจากผู้อ่าน ผู้ให้ กำ�เนิด Papercuts ตอบอย่างภาคภูมิใจว่าดีกว่าที่คิด ไว้มาก โดยมีผู้อ่านส่งข้อความผ่านกล่องรับความคิด เห็นของเว็บมาขอบคุณที่ทำ�ให้พวกเขาได้อ่านเรื่อง ราวน่าสนใจในต่างประเทศ ขณะที่ยอดกดไลค์ของ แฟนเพจเฟซบุ๊กก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ (ขณะนี้อยู่ที่กว่า 2,100 ไลค์) เพราะได้รับความช่วยเหลือจากบุคคลใน แวดวงวรรณกรรม ไม่ว่าจะเป็นทีมงานของเว็บไซต์ ร้านหนังสือออนไลน์อย่างบุ๊กโมบี้ (Bookmoby) ร้าน หนังสืออิสระก็องดิด (Candide)และห้องสมุดเดอะ รี้ ดดิ้ง รูม (The Reading Room) ที่ช่วยกันนำ�เนื้อหาไป แชร์ต่อผ่านแฟนเพจของตน “ทุกคนเอาไปแชร์หมดเลย ช่วยกัน ทั้งๆ ที่ ไม่รู้จักกัน เรารู้สึกว่าเป็นชุมชนที่น่ารักมาก แล้วพอ เราส่งข้อความไปหาเขาว่าขอเอาเนื้อหาของเขามาลง ได้ไหม เขาบอกได้เลย ทุกคนดีมาก แล้วเราก็จะมา ตามดูสถิติ พอบุ๊กโมบี้แชร์ไปนี่แบบ ไลค์พุ่ง” เธอกล่าว พร้อมรอยยิ้ม 81 | Nose in a Book



Turn static files into dynamic content formats.

Create a flipbook
Issuu converts static files into: digital portfolios, online yearbooks, online catalogs, digital photo albums and more. Sign up and create your flipbook.