ฉบับที่ 419 วันอาทิตย์ที่ 22 เมษายน ค.ศ. 2012
ฉบับที่ 419 วันอาทิตย์ที่ 22 เมษายน ค.ศ. 2012
สั ปดาห์ ที่ 3 เทศกาลปัสกา (ปี B)
สั ปดาห์ ที่ 3 เทศกาลปัสกา (ปี B)
จงดูมือและเท้ าของเราซิ เป็ นเราเองจริง ๆ
จงดูมือและเท้ าของเราซิ เป็ นเราเองจริง ๆ
ลก 24:39
ลก 24:39
สั ปดาห์ ที่ 3 เทศกาลปัสกา (ปี B)
ลก 24:35-48
พระวาจาตอนนี้เป็ นส่วนหนึ่งของพระวรสารบทสุดท้ายของลูกา ซึง่ กล่าวถึง พระคูหาว่างเปล่าและคํายืนยันของทูตสวรรค์ว่าพระเยซูเจ้าทรงกลับคืนพระชนมชีพ แล้ว (ลก 24:1-8) การปรากฏพระองค์แก่ศษิ ย์สองคนทีก่ ําลังเดินทางไปหมูบ่ า้ นเอม มาอุส (ลก 24:13-35) การสําแดงพระองค์และคําแนะนําสุดท้ายแก่บรรดาอัครสาวก ซึ่งเป็ นเนื้อหาหลักของพระวรสารตอนนี้ (ลก 24:36-49) และท้ายสุดคือการเสด็จสู่ สวรรค์ของพระองค์ (ลก 24:50-53) จากเนื้อหาดังกล่าว เราจะเห็นว่าประเด็นสําคัญทีล่ ูกาต้องการบอกเราในบท นี้คอื “พระเยซูเจ้าทรงกลับคืนพระชนมชีพจริ ง” ! ขอยํา้ คําว่า “จริ ง” ! เพราะเริม่ มีบางลัทธิดงั เช่น Gnosticism สอนว่า “วิญญาณเป็ นสิง่ ดี วัตถุเป็ น สิง่ ชัว”่ โดยไม่มขี อ้ ยกเว้นใด ๆ ทัง้ สิน้ ผลสรุปทีต่ ามมาก็คอื พระเจ้าผูท้ รงเป็ นจิตล้วนจะรับเอากายเป็ นมนุ ษย์ไม่ได้ เพราะกายเป็ น วัต ถุ แ ละชัว่ พระเยซู เ จ้า จึง ไม่ เ คยมีร่ า งกายแบบมนุ ษ ย์จ ริง ๆ พระองค์เป็ นเพียง “เงา” คล้ายผีทม่ี รี ปู ร่างเหมือนมนุ ษย์เท่านัน้ ดังนัน้ เวลาพระองค์ เดินจะไม่ปรากฏรอยเท้าบนพืน้ เมื่อไม่มรี ่างกายแบบมนุ ษย์ เวลาพระองค์ถูกทรมานจึงไม่รสู้ กึ เจ็บปวดและก็ ไม่ได้สน้ิ พระชนม์จริง ๆ
วัน เดือน ปี รายการมิสซา ผู้ขอมิสซา อา 22 เม.ย. สุ ขสํ าราญ โมทนาคุณพระเจ้าและพระแม่มารี ย ์ คค.ชินการุ ญ 10.00 น. สัตบุรุษวัดแม่พระกุหลาบทิพย์ทุกท่าน อังเดร บวรภัค ดารุ ทยาน เทเรซา สมาน, อันนา กนกวรรณ บุบผาวาส กอศิลป์ มารี อา วรรณา เมธีพิทกั ษ์กลุ และครอบครัว ยอแซฟ สุ ชารี ย ์ แสงหาญ มารี อา ธันยพร ศศิสุวรรณ ยอแซฟ ปัณณธร, ยอแซฟ ภัทรกร แสงหาญ ฟรานซิ ส โทมัส กอยกี้ คค.กรองทอง คุณวิบูลศักดิ์ สิ ทธิเดชะ คุณเพ็ญสิ ริ ชินการุ ญ ครอบครัวชินการุ ญ อุทศิ แด่ ฟรังซิ สโก วิจิตร์ กาญจนธานินทร์, คุณเส่ ง วชิรจุติพงศ์ คุณซางเจอะ ยอแยะ ราฟาแอล สุ นทร ชาวนาแก้ว เปาโล ทองคํา ดิโพ รุ่ งนภา รู ฟิโน ปรี ชา, เอดัว รุ ธิระ กรองทอง คค.กรองทอง เปโตร สุ รเชษฐ์ สรรค์นิกร สเตฟาโน ประชา รังสิ ยะโรจน์ คุณสุ ชาติ รัตนวิมลชัย, คุณฟองแก้ว เมธีพิทกั ษ์กลุ วรรณา ผูล้ ่วงลับครอบครัวดิโพ วิญญาณในไฟชําระ และวิญญาณที่ไม่มีผใู้ ดนึกถึง จ. 23 เม.ย. อุทศิ แด่ วิญญาณในไฟชําระ อ. 24 เม.ย. สุ ขสํ าราญ มัทธิว สุ รกานต์ ผ่องพุฒิ (วันคล้ ายวันเกิด) พ. 25 เม.ย. อุทศิ แด่ วิญญาณในไฟชําระ พฤ.26 เม.ย. อุทศิ แด่ วิญญาณในไฟชําระ ศ. 27 เม.ย. อุทศิ แด่ วิญญาณในไฟชําระ 11
2
มิสซาสั ปดาห์ ที่ 3 เทศกาลปัสกา (ปี B) วันอาทิตย์ ที่ 22 เมษายน ค.ศ. 2012 วัน เดือน ปี รายการมิสซา ส. 21 เม.ย. สุ ขสํ าราญ โมทนาคุณพระเจ้า และพระแม่มารี ย ์ มารี อา นริ ศรา,มารี อา สุ มิตรา,ยอแซฟ ศาสตรา สาทรกิจ 18.00 น. เทเรซา นีรนุช, เปโตร ธีรัช, มารี อา นุสรา สาทรกิจ Mr. Luo Yong Peng และครอบครัว ครอบครัวสาทรกิจ ครอบครัววลัญไชย ครอบครัวอานามนารถ อุทศิ แด่ อันตน สําเริ ง โกญจนาท ดอมินิก ชิน ประกอบกิจ คาร์โล เหรี ยญ มายอด วิญญาณในไฟชําระและวิญญาณที่ไม่มีผใู้ ดนึกถึง อา. 22 เม.ย. สุ ขสํ าราญ โมทนาคุณพระเจ้า, พระแม่มารี ย ์ และนักบุญทั้งหลาย 08.00 น. มารี อา ประทุม, คุณสมนึก ใช้สมบุญ และครอบครัว มารี อา เอื้อพันธ์ ศรี เจริ ญ และครอบครัวศรี เจริ ญ คุณประชิต ชํานาญธรรม, คุณประจิตร ชูประจักษ์ อุทศิ แด่ สตีเฟน จํารู ญ, มารี อา ละมุด เจริ ญพานิช ยวง บัปติสตา ก๊กเคี้ยง แซ่แพ้, มารี อา กิมฮวย แซ่ต้ งั ยอแซฟ บรรจง ศิริยงค์ ยอแซฟ ธวัช วิธีธรรม บรรพบุรุษและผูล้ ่วงลับครอบครัวธนาพานิชย์ วิญญาณในไฟชําระและวิญญาณที่ไม่มีผใู้ ดนึกถึง
พระเจ้ าทรงเรียกเราให้ ไปประกาศข่ าวดี กจ 16:10 10
ผู้ขอมิสซา สริ นนา,นนทยา เริ งจิต จินดา ปราณี คค. ธนาพานิชย์ อรทัย อรทัย คค. ธนาพานิชย์ คค. ธนาพานิชย์
ในเมื่อพระองค์ไม่ได้สน้ิ พระชนม์จริง จะมีการกลับคืนพระชนมชีพได้อย่างไร กัน หรือหากมีการกลับคืนพระชนมชีพจริง ๆ พระองค์กย็ งั คงเป็ นเพียง “วิญญาณ” หรือ “ผี” เท่านัน้ ผูท้ น่ี ิยมลัทธิน้ีเชื่อว่าพวกเขากําลังยกย่องให้เกียรติพระเยซูเจ้าอย่างสูงสุด ว่า พระองค์ทรงเป็ น “พระเจ้า” ไม่ใช่ “มนุษย์” แต่จริง ๆ แล้วพวกเขากําลังทําลายพระองค์ ถ้าพระองค์จะไถ่กูม้ นุ ษย์ พระองค์กต็ ้องเป็ นมนุ ษย์... พระองค์จาํ ต้องเป็ น เหมือนมนุษย์เพื่อทําให้มนุษย์เป็ นเหมือนพระองค์ ! ลูกาจึงต้องยืนยันในพระวรสารบทสุดท้ายนี้ว่า “พระเยซูเจ้าทรงกลับคืนพระ ชนมชีพจริง”…… เหตุผลแรกคือ บรรดาสตรีไม่พบพระศพในพระคูหา แต่พบทูตสวรรค์สองคน พูดว่า ‘ทําไมท่านมองหาผูเ้ ป็ นในหมู่ผูต้ ายเล่า พระองค์มไิ ด้ประทับอยู่ทนี ่ ี ่ พระองค์ ทรงกลับคืนพระชนมชีพแล้ว จงระลึกถึงพระวาจาทีพ่ ระองค์ตรัสกับท่านขณะทีย่ งั ประทับอยู่ในแคว้นกาลิลีว่า บุตรแห่งมนุ ษย์จําต้องถูกมอบในเงื้อมมือของคนบาป จะต้องถูกตรึงกางเขน และจะกลับคืนพระชนมชีพในวันทีส่ าม’ (ลก 24:5-7) เหตุผลทีส่ องคือ พระเยซูเจ้าทรงประทับทีโ่ ต๊ะอาหารร่วมกับศิษย์สองคนแห่ง เอมมาอูส “พระองค์ทรงหยิบขนมปงั ทรงถวายพระพร ทรงบิขนมปงั และยืน่ ให้เขา เขา ก็ตาสว่างและจําพระองค์ได้” (ลก 24:30-31) เหตุผลทีส่ ามคือสิง่ ทีเ่ ราได้รบั ฟงั ในวันนี้ นัน่ คือพระองค์ทรงสําแดงพระองค์ แก่บรรดาอัครสาวกซึง่ กําลังสนทนากันอยู่ใน “ห้องชัน้ บน” ทีเ่ คยใช้เลีย้ งอาหารคํ่ามือ้ สุดท้าย พวกอัครสาวกต่ างตกใจกลัวคิดว่าเห็นผี จนพระเยซูเจ้าอดตําหนิไม่ได้ว่า “เพราะเหตุใดท่านจึงมีความสงสัยในใจ” พร้อมกับท้าทายพวกอัครสาวกว่า “จงดูมอื และเท้าของเราซิ เป็ นเราเองจริง ๆ จงคลําตัวเราดูเถิด ผีไม่มเี นื้อ ไม่มกี ระดูกอย่างที ่ ท่านเห็นว่าเรามี” แล้วพระองค์ทรงให้เขาดูพระหัตถ์และพระบาทจริง ๆ เท่านัน้ ยังไม่พอ พระองค์ทรงรับปลาย่างชิน้ หนึ่งมาเสวยต่อหน้าพวกเขาอีกด้วย ! 3
ทัง้ หมดนี้แปลเป็ นอื่นไปไม่ได้เลยนอกจากว่า พระคริ สตเจ้าผูก้ ลับคืนพระ ชนมชี พไม่ใช่ ผี ไม่ใช่วิญญาณ ไม่ใช่เงา แต่เป็ นพระเยซูเจ้าองค์เดียวกันกับที ่ ได้ส้ ิ นพระชนม์จริ ง เพราะฉะนัน้ คริสตศาสนาจึงมิได้มพี น้ื ฐานอยู่บนความเพ้อฝนั หรือจิตใจที่ ั ่ อนของสาวกบางคนทีห่ ลงเห็นเงาเป็ นคน แต่มีพ้ ืนฐานอยู่บนบุคคลจริ งใน ฟนเฟื ประวัติศาสตร์ทีไ่ ด้เผชิ ญหน้ ากับความตาย ได้ต่อสู้และมีชยั ชนะเหนื อความ ตาย และได้กลับคืนพระชนมชีพจริ ง ! มาถึงตรงนี้ บางคนอาจนึกตําหนิบรรดาอัครสาวกทีโ่ ลเล เชื่อช้า หลงผิดคิด ว่าพระองค์เป็ นผี จริงอยู่ คนที่ “เชื อ่ ช้ า” สมควรได้รบั การตําหนิ แต่ ใ นเวลาเดีย วกันคนที่ “เชือ่ แล้ว” แต่ “คุณภาพ” ของความเชื่อตํ่าก็สมควรได้รบั การตําหนิดว้ ย บรรดาอัครสาวกแม้จะเชื่อช้า แต่เมื่อเชื่อแล้ว ท่านได้ทุ่มเททัง้ ชีวติ และส่วน ใหญ่ได้สละชีวติ ของตนเพือ่ ยืนยันสิง่ ทีท่ า่ นเชื่อ เราจึงต้องหันกลับมาทบทวนคุณภาพความเชื่อของเรา ! ไม่จาํ เป็ นต้องถึงขัน้ สละชีวติ ดอก เอาแค่สละ “อัตตา” หรือ “ตัวกู-ของกู” ให้ เหลือน้อยลงหน่อยก็ดแี ล้ว ทําไมความเชื่อของเราจึงไม่มพี ลังเพียงพอทีจ่ ะช่วยให้เราสละตนเอง เพื่อจะ ได้มชี วี ติ ใหม่แบบพระคริสตเจ้า ? เป็ นไปได้ไหมว่าเราเชื่อพระองค์เพราะได้ยนิ พระสงฆ์เทศน์ หรือได้ยนิ ครู สอน โดยไม่เคยออกแรงแสวงหาพระองค์ เพื่อจะได้เชื อ่ ด้ วยประสบการณ์ ของ ตนเองเลย ? ถ้าเป็ นเช่นนี้ “เชือ่ ช้า” แต่ “เชือ่ จริ ง” ไม่ดกี ว่าหรือ ?!? นอกจากประเด็นสําคัญเรื่องการกลับ คืนพระชนมชีพซึ่งเป็ นของจริงแล้ว พระวรสารวันนี้ยงั ชีใ้ ห้เห็น “ความสําคัญของกางเขน” อีกด้วย พระเยซูเจ้าตรัสว่า “ทุกสิง่ ทีเ่ ขียนไว้เกีย่ วกับเราในธรรมบัญญัตขิ องโมเสส ่ อ “พระคริสตเจ้าจะต้องรับ บรรดาประกาศก และเพลงสดุดจี ะต้องเป็ นความจริง” นันคื ทนทรมานและจะกลับคืนพระชนมชีพจากบรรดาผูต้ ายในวันทีส่ าม” 4
เด็ กหญิงเล็ กๆ คนหนึ่งชอบรับประทานทอฟฟี่ เป็ นพิเศษ แม่ของเธอ พยายามห้ามไม่ให้เธอรับประทานทอฟฟี่ แต่ก็ไม่ได้ผล ที่สดุ แม่ของเธอจึงมาหา คานธีเพื่อขอคําแนะนํา คานธีขอให้ทงั้ สองมาพบเขาในอีกสามสัปดาห์ เมื่อครบกําหนดทั้งสอง ได้มาพบคานธี คานธีได้แนะนําเด็กหญิงไม่ให้รบั ประทานทอฟฟี่ อีก เพราะมันจะ ทําให้เธอฟั นผุและอาจเป็ นอันตรายต่อสุขภาพ ซึ่งเด็กหญิงก็รับฟั งอย่างดี และ ตัง้ ใจว่าจะไม่รับประทานทอฟฟี่ อีกต่อไป ผูเ้ ป็ นแม่ถามคานธีว่า “จริงๆ ตั้งแต่ แรกที่ เราทั้งสองมาพบท่าน ท่านก็ สามารถให้คําแนะนําแก่ลกู สาวของฉันได้ ทําไมท่านถึงปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปถึงสามสัปดาห์” คานธีตอบว่า “เมื่อสาม สัปดาห์กอ่ นฉันก็ชอบรับประทานทอฟฟี่ เหมือนกัน”
ข้อคิด สามสั ป ดาห์เ ป็ นเวลาที่ ค านธี ใ ช้เ พื่ อ เลิ ก รั บ ประทานทอฟฟี่ เมื่ อ เขา ควบคุม ความปรารถนาที่ จ ะรับ ประทานทอฟฟี่ ของตนได้ เขาจึ งสามารถให้ คําแนะนําในเรื่ องนี้แก่เด็ ก หญิ ง ได้ คํา แนะนํา จะน่าเชื่อ ถื อ ก็ ต่อเมื่อ บุคคลผูใ้ ห้ คําแนะนําสามารถปฏิบตั ใิ นสิ่งที่ตนแนะนําได้ จากเวบไซต์ อัครสังฆมณฑลกรุ งเทพฯ
9
คอลัม น์ น ้อ งใหม่ ข องสารวัด แม่ พ ระกุ ห ลาบทิ พ ย์ เพื่ อ เป็ นส่ ว นหนึ่ ง ของการ ประชาสัมพันธ์ขอ้ มูลและสร้างความเข้าใจกับพี่นอ้ ง และก้าวไปด้วยกันใน “วิถีชุมชนวัด”.. ปั จจุบนั เราจะเห็นว่าวิถีทางของการเป็ นวัดแบบตัวใครตัวมัน ไม่ยุ่งเกี่ยวกัน ไม่ เอื้ออํานวยให้สตั บุ รุษทุกคนมีส่วนร่วม “สร้างชุมชนศิษย์พระคริ สต์ที่อุทิศตนเพื่อสานต่อ พันธกิจของพระเยซูเจ้าในการเสริมสร้างพระอาณาจักรของพระเจ้า” จึงนําไปสูก่ ารรณรงค์ให้ มี “วิถที างใหม่ของการเป็ นพระศาสนจักร” (New Way of Being Church) และหนึ่งใน วิถีทางใหม่นนั้ ก็คอื “วิถชี มุ ชนวัด” วิถีชุมชนวัด คือ วัดซึง่ ประกอบด้วยชุมชนคริสตชนย่อย ๆ ที่มีจติ ใจสัมพันธ์เป็ น หนึง่ เดียวกัน เหมือนดังคริสตชนในยุคของอัครสาวก กล่าวคือ “กลุ่มผูม้ ีความเชือ่ ดําเนินชีวิตเป็ นนํา้ หนึง่ ใจเดียวกัน... ประชุมกันอย่างสมํ่าเสมอ เพือ่ ฟั งคําสัง่ สอนของบรรดาอัครสาวก ดําเนินชีวิตร่วมกันฉันพีน่ อ้ ง ร่วมพิธีบิขนมปั ง และ อธิษฐานภาวนา... ทุกๆ วัน เขาพร้อมใจกันไปทีพ่ ระวิหารและไปตามบ้านเพือ่ ทําพิธีบิขนม ปั ง ร่วมกินอาหารด้วยความยินดีและเข้าใจกัน สรรเสริญพระเจ้า และได้รบั ความนิยมจาก ประชาชนทุกคน องค์พระผูเ้ ป็ นเจ้าทรงทําให้จาํ นวนผูท้ ีไ่ ด้รับความรอดพ้นเพิม่ ขึ้นทุกวัน... ในกลุ่มของเขาไม่มใี ครขัดสน ผูใ้ ดมีทดี่ ินหรือบ้านก็ขายและมอบเงินทีไ่ ด้ให้บรรดาอัครสาวก เพือ่ แจกจ่ายให้ผูม้ ีความเชือ่ แต่ละคนตามความต้องการ” (กจ 4:32; 2:42,46-47; 4:3435) จากแบบอย่า งการดํา เนิ น ชีวิต ของคริ ส ตชนในยุ ค ของอัค รสาวก เราอาจสรุ ป คุณสมบัตอิ นั เป็ น “ลักษณะเฉพาะของชุมชนคริสตชนย่อย” ได้ดงั นี้ 1. เป็ นชุมชนที่มีพระเยซูเจ้าเป็ นศูนย์กลาง โดยอาศัยพระวาจา ศีลศักดิ์สิทธิ์ และการอธิษฐานภาวนา 2. เป็ นชุมชนที่มีความสัมพันธ์เป็ นนํา้ หนึ่งใจเดียวกัน มีความเชื่อที่เข้มแข็ง และมีชวี ติ ชีวา ทุกคนช่วยเหลือเกื้อกูลกันและรับผิดชอบชุมชนร่วมกัน 3. เป็ นชุมชนทีส่ านต่อพันธกิจของพระเยซูเจ้า โดยมีพระอาณาจักรของพระเจ้า เป็ นจุดหมายปลายทาง และเปิ ดกว้างต้อนรับทุกคนเข้ามามีสว่ นรับรูข้ ่าวดี ของพระองค์ ชุมชนคริสตชนย่อย ๆ ทีม่ ีความสัมพันธ์เป็ นนํา้ หนึ่งใจเดียวกันเหมือนในยุคของอัคร สาวกและเป็ นองค์ประกอบสําคัญของวิถีชุมชนวัดนี้ เราเรียกว่า “กลุ่มคริสตชนพื้นฐาน” (Basic Ecclesial Communities) หรือ BEC 8
ธรรมบัญญัติของโมเสสหนึ่ง คําสอนของประกาศกอีกหนึ่ง และข้อเขียนใน เพลงสดุดอี กี หนึ่ง ทัง้ สามส่วนรวมกันคือเนื้อหาของพระธรรมเก่าซึง่ ในขณะนัน้ คือพระ คัมภีรท์ งั ้ หมด แปลว่า “พระคัมภีรท์ งั ้ หมด” ล้วนกล่าวถึงและตัง้ ตาคอย “กางเขน” แม้พระเยซูเจ้าเองก็ทรงสอนและทรงรอคอยเวลาแห่ง “กางเขน” ด้วยเช่นกัน เมื่อทรงตรัสว่า “นีค่ อื ความหมายของถ้อยคําทีเ่ รากล่าวไว้ขณะทีย่ งั อยู่กบั ท่าน” (ลก 24:44) เพราะฉะนัน้ “กางเขน” จึงเป็ นสิง่ ทีร่ วมอยู่ในแผนการแห่งความรอดของพระ เจ้าตัง้ แต่ เริม่ แรกพระธรรมเก่า และเป็ นเครื่องหมายถึง “ความรักนิ รันดร” ของ พระองค์ หาใช่เกิดจากการจนมุมหรือเกิดจากความผิดพลาดทางเทคนิคของพระเยซู เจ้าแต่ประการใดไม่ เมื่อกางเขนมีความสําคัญในแผนการแห่งความรอดเช่นนี้ พระเยซูเ จ้าจึง กําหนดเงื่อนไขในการติดตามพระองค์ไว้ว่า “ถ้าผูใ้ ดอยากติดตามเราก็จงเลิกนึกถึง ตนเอง จงแบกไม้กางเขนของตนทุกวัน และติดตามเรา” (ลก 9:23) ประเด็น สุ ด ท้า ยที่พ ระวรสารวัน นี้ ต้ อ งการบอกเราคือ “ภารกิ จ ในการ ประกาศข่าวดีเป็ นเรือ่ งจําเป็ นและเร่งด่วน” ในเมื่อพระเยซูเจ้าทรง “พิ ชิตความตายและบาป” ได้แล้ว เราจะมัวอ้อยอิง่ อยูใ่ น “ห้องชัน้ บน” ทีใ่ ช้จดั งานเลีย้ งไม่ได้ พระองค์ทรงกําชับบรรดาอัครสาวกและเราทุกคนว่า “จะต้องประกาศในพระ นามของพระองค์ ให้นานาชาติกลับใจเพือ่ รับอภัยบาป” ความโศกเศร้าอันเนื่องมาจากการสิน้ พระชนม์ของพระองค์จะต้องผ่านพ้นไป บัดนี้เป็ นหน้าทีข่ องเราทุกคนทีจ่ ะนํา “ความยิ นดี” ไปสูม่ นุษย์ทุกคน ความยินดีอนั เกิดจาก “การกลับใจ” และได้รบั “อภัยบาป” หรือว่าตัวเราเองยังคงจมอยู่ในความทุกข์โศกเศร้า ?!
5
ยูริ กาการิน เป็ นมนุษย์คนแรกที่ได้ท่องอวกาศและโคจรรอบโลก เรื่องราวของ เขากลายเป็ นข่าวใหญ่ที่สร้างความตืน่ ตาตืน่ ใจให้แก่คนทัง้ โลกเมือ่ 50 ปี ที่แล้ว อีกทัง้ ยัง สร้างชื่อเสียงให้แก่สหภาพโซเวียตในฐานะผูน้ าํ ด้านอวกาศก่อนที่จะเสียตําแหน่งให้แก่ สหรัฐอเมริกาในไม่กี่ปีต่อมา มีเรื่องเล่าว่า ระหว่างที่เขาล่องลอยอยู่ในอวกาศและกําลังพิศวงอยู่กับโลกสี ครามอันงดงามเบื้องล่างนัน้ เขาได้ยินเสียงเหมือนเหล็กกระทบกัน ดัง ปิ๊ ก ๆ ๆ ๆ ๆ เขาพยายามหาที่มาของเสียง เพื่อดูว่ามีอะไรผิดปกติหรือไม่ แต่ก็หาไม่พบ ผ่านไปเป็ น ชัว่ โมง เสียงนัน้ ก็ยังดังต่อไป ปิ๊ ก ๆ ๆ ๆ ยิ่งเวลาผ่านไปเขาก็ยิ่งรูส้ ึกรําคาญกับเสียง นัน้ เขาพยายามสืบหาว่าเสียงมาจากที่ใด จะได้กาํ จัดเสียงนัน้ แต่ก็ไม่ประสบผลสําเร็จ ลําพังการอยู่ในห้องนักบินที่คับแคบ เขยื้อนขยับแทบไม่ได้ ก็สร้างความอึดอัด แก่เขาอยู่แล้ว เมื่อมีเสียงปิ๊ ก ๆ ๆ รบกวนไม่หยุดซํา้ เข้าไปอีก เขาก็เริ่มกระสับกระส่าย ยิ่งคิดต่อไปอีกว่าเขาจะต้องอยู่กบั เสียงนีอ้ ีกหลายชัว่ โมง เขาก็หวั เสียขึน้ มาทันที แต่ก็มีวบู หนึ่งที่เขาได้สติ เกิดความคิดขึน้ มาว่า ในเมื่อหนีเสียงนี้ไม่พน้ ทําไมไม่ ลองทํา ใจรัก มัน ดูล่ะ แล้ว เขาก็ ห ลับ ตา ทํา ใจสงบ และจิ น ตนาการว่ า เขากํา ลัง ได้ยิน เสียงเพลงบรรเลง สักพักใหญ่เขาก็ ลืมตาขึ้น ปรากฏว่าเสียงปิ๊ ก ๆ ๆ ๆ หายไป สิ่ง ที่มาแทนที่คือเสียงเพลง เขาแย้มยิ้มทันที นับแต่นนั้ บรรยากาศในห้องนักบินก็เปลี่ยนไป ความอึดอัดกลายเป็ นความผ่อนคลาย จนกระทัง่ ยานวอสต็อค 1 พาเขากลับมาสู่พื้น โลกอย่างปลอดภัย น่าคิดว่าอะไรจะเกิดขึน้ กับกาการินหากเขายังคิดต่อสูห้ รือเป็ นปฏิปักษ์กบั เสียง ประหลาดนั้น เขาอาจคลุม้ คลัง่ หรื อเป็ นประสาทอ่อนๆ ไปเลยก็ ได้ แต่สถานการณ์ เปลี่ยนไปทันทีเมื่อเขาเพียงแต่หันมาทําใจรักเสียงนัน้ เรื่องราวของเขาบอกเราว่า อะไร เกิดขึน้ กับเรา ไม่สาํ คัญเท่ากับว่าเรารูส้ ึกกับสิ่งนัน้ อย่างไร เสียงปิ๊ ก ๆ ๆ ๆ อาจทําให้ ใครบางคนเป็ นบ้าไปได้หากรูส้ ึกจงเกลียดจงชังมันอย่างรุนแรง แต่มนั กลับกลายเป็ น เสียงเพลงกล่อมใจขึน้ มาทันทีเมือ่ รูส้ ึกรักมันหรือเป็ นมิตรกับมัน คนเรานั้นเมื่อมีอะไรมากระทบใจ ทําให้รสู้ ึกเป็ นทุกข์ เรามักทําอย่างใดอย่าง หนึง่ คือ จัดการกับมัน หรือไม่ก็หนีไปไกล ๆ เช่น ถ้าเจอเสียงดัง ก็หาทางระงับเสียงนัน้ หรือไม่ก็เดินห่างจากเสียงนัน้ แต่บ่อยครั้งเราอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่สามารถทําทั้งสอง อย่างได้ หรือทําแต่ไม่สาํ เร็จ สิ่งที่ตามมาก็คือ ความทุกข์ หลายคนมักมองว่าที่ตนทุกข์ นั้นเป็ นเพราะเสียงดังกล่าว แต่แท้จริ งแล้ว สาเหตุแห่งความทุกข์อยู่ที่ใจของตนเอง 6
ต่างหาก นัน่ คือความรูส้ ึกปฏิเสธ ผลักไส ชิงชังเสียงนัน้ ยิ่งรูส้ ึกลบต่อเสียงนัน้ มากเท่าไร ก็ยิ่งทุกข์มากเท่านัน้ บางคนถึงกับคุมอารมณ์ไม่อยู่ ออกไปทะเลาะวิวาทเจ้าของเสียง ซึ่ง อาจเป็ นเพื่อนบ้านที่กาํ ลังเลี้ยงฉลองหรือเปิ ดเพลงดัง บางกรณีถึงกับฆ่ากันตายเพราะ เหตุดงั กล่าว ในชีวิตของเรานัน้ มีอะไรต่ออะไรอีกหลายอย่างที่รบกวนจิตใจของเรา ไม่ใช่แต่ เสียงประหลาดเท่านั้นในบรรดาสิ่งรบกวนเหล่านั้น มีมากมายที่เรามิอาจหนีพน้ หรื อ จัดการกับมันได้ อย่างน้อยก็ช่วงระยะเวลาหนึ่งดังนัน้ แทนที่จะตัง้ ตัวเป็ นปฏิปักษ์กับมัน จะไม่ดีกว่าหรือหากเราทําใจให้เป็ นมิตรกับมันหรือรักมัน เพราะนัน่ คือหนทางเดียวที่จะ ช่วยให้เราอยู่กบั มันอย่างมีความสุข ไม่ว่าสิ่งนัน้ จะเป็ นงานการ ภูมิอากาศ จราจรที่แน่น ขนัด หรือแม้แต่รปู ร่างทรวดทรง หลายคนทํางานอย่างมีความทุกข์ แต่เราสามารถจะทํางานอย่างมีความสุขได้ หากเรี ย นรู้ที่ จ ะรั ก งานนั้น แม้ร ปู ร่ า งหน้า ตาเราจะไม่ส ะสวยเหมื อ นคนอื่ น แต่เ ราก็ สามารถอยู่อ ย่างมีความสุขได้หากเราเลิก ชิงชัง รังเกี ยจร่ างกายของตนเอง จริ ง อยู่ ปั ญหาบางอย่างสมควรจะแก้ไข แต่หากยังแก้ไขไม่ได้ เราก็ควรเรียนรูท้ ี่จะอยู่กบั มันอย่าง มีความสุขหรือไม่ทกุ ข์มากไปกว่าเดิม นัน่ คือหันมาเป็ นมิตรกับมัน หรืออย่างน้อยก็ไม่ ปฏิเสธชิงชังมัน อะไรก็ตามที่เรารังเกียจชิงชัง สิ่งนัน้ จะมีอาํ นาจหรืออิทธิพลทางลบต่อเรา และ ยิ่งเราผลักไสมันออกไป มันก็ ยิ่งตามมารังควาญเรา ยิ่งปฏิเสธก็ ยิ่งนึกถึ ง เคยมีการ ทดลองให้อ าสาสมัค รนัง่ อยู่ค นเดี ย วในห้อ ง ทุก คนได้รั บ คํา สัง่ ว่ า จะคิ ด อะไรก็ ไ ด้ มี เงื่อนไขอย่างเดียวคือห้ามคิดถึงหมีขาว เมื่อใดก็ตามที่คิดถึงหมีขาว ให้กดกริ่งทันที ผู้ ทดลองให้คาํ สัง่ ได้ไม่นานเท่าใด เสียงกริ่งก็ดงั ระงมไปทัว่ ไม่เพียงแต่สิ่งรบกวนจิตใจเท่านั้น สิ่งที่สร้างความทุกข์ทางกายก็ เช่นกัน เช่น โรคภัย ไข้เ จ็ บ หรื อ ความเจ็ บ ปวด ความทุก ข์ส่ว นหนึ่ง มัก เกิ ด จากใจที่ ป ฏิ เสธผลัก ไส อาการดังกล่าว หากโรคภัยไข้เจ็บหรือความเจ็บปวดนัน้ อยู่ในวิสยั ที่จะเยียวยาได้ ก็คงไม่ เป็ นปั ญหามากนัก แต่ในความเป็ นจริงมีโรคภัยไข้เจ็บและความเจ็บปวดหลายประเภทที่ ยากแก่การเยียวยาได้ ดังนัน้ หากตกอยู่ในสถานการณ์ดงั กล่าว มีทางออกใดเล่าจะดีไป กว่าการทําใจเป็ นมิตรกับโรคภัยไข้เจ็บและความเจ็บปวด มีผปู้ ่ วยมะเร็งหลายคนที่พบว่า ความทุกข์บรรเทาลงมากเมื่อหันมาเป็ นมิตรกับมะเร็ ง บางคนเรียกสิ่งแปลกปลอมใน หน้าอกของตนว่า "คุณก้อนมะเร็ ง" ถึ งที่สดุ แล้ว ไม่มีใครหนีความแก่ ความเจ็ บ และ ความตายพ้น ในเมื่อความจริงเป็ นเช่นนี้ แทนที่จะทําตัวเป็ นปฏิปักษ์กับมัน จะไม่ดีกว่า หรือหากเราหันมาเป็ นมิตรกับมัน บทความจากนิตยสารซีเครท เดือนมีนาคม 2012 7
ยูริ กาการิน เป็ นมนุษย์คนแรกที่ได้ท่องอวกาศและโคจรรอบโลก เรื่องราวของ เขากลายเป็ นข่าวใหญ่ที่สร้างความตืน่ ตาตืน่ ใจให้แก่คนทัง้ โลกเมือ่ 50 ปี ที่แล้ว อีกทัง้ ยัง สร้างชื่อเสียงให้แก่สหภาพโซเวียตในฐานะผูน้ าํ ด้านอวกาศก่อนที่จะเสียตําแหน่งให้แก่ สหรัฐอเมริกาในไม่กี่ปีต่อมา มีเรื่องเล่าว่า ระหว่างที่เขาล่องลอยอยู่ในอวกาศและกําลังพิศวงอยู่กับโลกสี ครามอันงดงามเบื้องล่างนัน้ เขาได้ยินเสียงเหมือนเหล็กกระทบกัน ดัง ปิ๊ ก ๆ ๆ ๆ ๆ เขาพยายามหาที่มาของเสียง เพื่อดูว่ามีอะไรผิดปกติหรือไม่ แต่ก็หาไม่พบ ผ่านไปเป็ น ชัว่ โมง เสียงนัน้ ก็ยังดังต่อไป ปิ๊ ก ๆ ๆ ๆ ยิ่งเวลาผ่านไปเขาก็ยิ่งรูส้ ึกรําคาญกับเสียง นัน้ เขาพยายามสืบหาว่าเสียงมาจากที่ใด จะได้กาํ จัดเสียงนัน้ แต่ก็ไม่ประสบผลสําเร็จ ลําพังการอยู่ในห้องนักบินที่คับแคบ เขยื้อนขยับแทบไม่ได้ ก็สร้างความอึดอัด แก่เขาอยู่แล้ว เมื่อมีเสียงปิ๊ ก ๆ ๆ รบกวนไม่หยุดซํา้ เข้าไปอีก เขาก็เริ่มกระสับกระส่าย ยิ่งคิดต่อไปอีกว่าเขาจะต้องอยู่กบั เสียงนีอ้ ีกหลายชัว่ โมง เขาก็หวั เสียขึน้ มาทันที แต่ก็มีวบู หนึ่งที่เขาได้สติ เกิดความคิดขึน้ มาว่า ในเมื่อหนีเสียงนี้ไม่พน้ ทําไมไม่ ลองทํา ใจรัก มัน ดูล่ะ แล้ว เขาก็ ห ลับ ตา ทํา ใจสงบ และจิ น ตนาการว่ า เขากํา ลัง ได้ยิน เสียงเพลงบรรเลง สักพักใหญ่เขาก็ ลืมตาขึ้น ปรากฏว่าเสียงปิ๊ ก ๆ ๆ ๆ หายไป สิ่ง ที่มาแทนที่คือเสียงเพลง เขาแย้มยิ้มทันที นับแต่นนั้ บรรยากาศในห้องนักบินก็เปลี่ยนไป ความอึดอัดกลายเป็ นความผ่อนคลาย จนกระทัง่ ยานวอสต็อค 1 พาเขากลับมาสู่พื้น โลกอย่างปลอดภัย น่าคิดว่าอะไรจะเกิดขึน้ กับกาการินหากเขายังคิดต่อสูห้ รือเป็ นปฏิปักษ์กบั เสียง ประหลาดนั้น เขาอาจคลุม้ คลัง่ หรื อเป็ นประสาทอ่อนๆ ไปเลยก็ ได้ แต่สถานการณ์ เปลี่ยนไปทันทีเมื่อเขาเพียงแต่หันมาทําใจรักเสียงนัน้ เรื่องราวของเขาบอกเราว่า อะไร เกิดขึน้ กับเรา ไม่สาํ คัญเท่ากับว่าเรารูส้ ึกกับสิ่งนัน้ อย่างไร เสียงปิ๊ ก ๆ ๆ ๆ อาจทําให้ ใครบางคนเป็ นบ้าไปได้หากรูส้ ึกจงเกลียดจงชังมันอย่างรุนแรง แต่มนั กลับกลายเป็ น เสียงเพลงกล่อมใจขึน้ มาทันทีเมือ่ รูส้ ึกรักมันหรือเป็ นมิตรกับมัน คนเรานั้นเมื่อมีอะไรมากระทบใจ ทําให้รสู้ ึกเป็ นทุกข์ เรามักทําอย่างใดอย่าง หนึง่ คือ จัดการกับมัน หรือไม่ก็หนีไปไกล ๆ เช่น ถ้าเจอเสียงดัง ก็หาทางระงับเสียงนัน้ หรือไม่ก็เดินห่างจากเสียงนัน้ แต่บ่อยครั้งเราอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่สามารถทําทั้งสอง อย่างได้ หรือทําแต่ไม่สาํ เร็จ สิ่งที่ตามมาก็คือ ความทุกข์ หลายคนมักมองว่าที่ตนทุกข์ นั้นเป็ นเพราะเสียงดังกล่าว แต่แท้จริ งแล้ว สาเหตุแห่งความทุกข์อยู่ที่ใจของตนเอง 6
ต่างหาก นัน่ คือความรูส้ ึกปฏิเสธ ผลักไส ชิงชังเสียงนัน้ ยิ่งรูส้ ึกลบต่อเสียงนัน้ มากเท่าไร ก็ยิ่งทุกข์มากเท่านัน้ บางคนถึงกับคุมอารมณ์ไม่อยู่ ออกไปทะเลาะวิวาทเจ้าของเสียง ซึ่ง อาจเป็ นเพื่อนบ้านที่กาํ ลังเลี้ยงฉลองหรือเปิ ดเพลงดัง บางกรณีถึงกับฆ่ากันตายเพราะ เหตุดงั กล่าว ในชีวิตของเรานัน้ มีอะไรต่ออะไรอีกหลายอย่างที่รบกวนจิตใจของเรา ไม่ใช่แต่ เสียงประหลาดเท่านั้นในบรรดาสิ่งรบกวนเหล่านั้น มีมากมายที่เรามิอาจหนีพน้ หรื อ จัดการกับมันได้ อย่างน้อยก็ช่วงระยะเวลาหนึ่งดังนัน้ แทนที่จะตัง้ ตัวเป็ นปฏิปักษ์กับมัน จะไม่ดีกว่าหรือหากเราทําใจให้เป็ นมิตรกับมันหรือรักมัน เพราะนัน่ คือหนทางเดียวที่จะ ช่วยให้เราอยู่กบั มันอย่างมีความสุข ไม่ว่าสิ่งนัน้ จะเป็ นงานการ ภูมิอากาศ จราจรที่แน่น ขนัด หรือแม้แต่รปู ร่างทรวดทรง หลายคนทํางานอย่างมีความทุกข์ แต่เราสามารถจะทํางานอย่างมีความสุขได้ หากเรี ย นรู้ที่ จ ะรั ก งานนั้น แม้ร ปู ร่ า งหน้า ตาเราจะไม่ส ะสวยเหมื อ นคนอื่ น แต่เ ราก็ สามารถอยู่อ ย่างมีความสุขได้หากเราเลิก ชิงชัง รังเกี ยจร่ างกายของตนเอง จริ ง อยู่ ปั ญหาบางอย่างสมควรจะแก้ไข แต่หากยังแก้ไขไม่ได้ เราก็ควรเรียนรูท้ ี่จะอยู่กบั มันอย่าง มีความสุขหรือไม่ทกุ ข์มากไปกว่าเดิม นัน่ คือหันมาเป็ นมิตรกับมัน หรืออย่างน้อยก็ไม่ ปฏิเสธชิงชังมัน อะไรก็ตามที่เรารังเกียจชิงชัง สิ่งนัน้ จะมีอาํ นาจหรืออิทธิพลทางลบต่อเรา และ ยิ่งเราผลักไสมันออกไป มันก็ ยิ่งตามมารังควาญเรา ยิ่งปฏิเสธก็ ยิ่งนึกถึ ง เคยมีการ ทดลองให้อ าสาสมัค รนัง่ อยู่ค นเดี ย วในห้อ ง ทุก คนได้รั บ คํา สัง่ ว่ า จะคิ ด อะไรก็ ไ ด้ มี เงื่อนไขอย่างเดียวคือห้ามคิดถึงหมีขาว เมื่อใดก็ตามที่คิดถึงหมีขาว ให้กดกริ่งทันที ผู้ ทดลองให้คาํ สัง่ ได้ไม่นานเท่าใด เสียงกริ่งก็ดงั ระงมไปทัว่ ไม่เพียงแต่สิ่งรบกวนจิตใจเท่านั้น สิ่งที่สร้างความทุกข์ทางกายก็ เช่นกัน เช่น โรคภัย ไข้เ จ็ บ หรื อ ความเจ็ บ ปวด ความทุก ข์ส่ว นหนึ่ง มัก เกิ ด จากใจที่ ป ฏิ เสธผลัก ไส อาการดังกล่าว หากโรคภัยไข้เจ็บหรือความเจ็บปวดนัน้ อยู่ในวิสยั ที่จะเยียวยาได้ ก็คงไม่ เป็ นปั ญหามากนัก แต่ในความเป็ นจริงมีโรคภัยไข้เจ็บและความเจ็บปวดหลายประเภทที่ ยากแก่การเยียวยาได้ ดังนัน้ หากตกอยู่ในสถานการณ์ดงั กล่าว มีทางออกใดเล่าจะดีไป กว่าการทําใจเป็ นมิตรกับโรคภัยไข้เจ็บและความเจ็บปวด มีผปู้ ่ วยมะเร็งหลายคนที่พบว่า ความทุกข์บรรเทาลงมากเมื่อหันมาเป็ นมิตรกับมะเร็ ง บางคนเรียกสิ่งแปลกปลอมใน หน้าอกของตนว่า "คุณก้อนมะเร็ ง" ถึ งที่สดุ แล้ว ไม่มีใครหนีความแก่ ความเจ็ บ และ ความตายพ้น ในเมื่อความจริงเป็ นเช่นนี้ แทนที่จะทําตัวเป็ นปฏิปักษ์กับมัน จะไม่ดีกว่า หรือหากเราหันมาเป็ นมิตรกับมัน บทความจากนิตยสารซีเครท เดือนมีนาคม 2012 7
คอลัม น์ น ้อ งใหม่ ข องสารวัด แม่ พ ระกุ ห ลาบทิ พ ย์ เพื่ อ เป็ นส่ ว นหนึ่ ง ของการ ประชาสัมพันธ์ขอ้ มูลและสร้างความเข้าใจกับพี่นอ้ ง และก้าวไปด้วยกันใน “วิถีชุมชนวัด”.. ปั จจุบนั เราจะเห็นว่าวิถีทางของการเป็ นวัดแบบตัวใครตัวมัน ไม่ยุ่งเกี่ยวกัน ไม่ เอื้ออํานวยให้สตั บุ รุษทุกคนมีส่วนร่วม “สร้างชุมชนศิษย์พระคริ สต์ที่อุทิศตนเพื่อสานต่อ พันธกิจของพระเยซูเจ้าในการเสริมสร้างพระอาณาจักรของพระเจ้า” จึงนําไปสูก่ ารรณรงค์ให้ มี “วิถที างใหม่ของการเป็ นพระศาสนจักร” (New Way of Being Church) และหนึ่งใน วิถีทางใหม่นนั้ ก็คอื “วิถชี มุ ชนวัด” วิถีชุมชนวัด คือ วัดซึง่ ประกอบด้วยชุมชนคริสตชนย่อย ๆ ที่มีจติ ใจสัมพันธ์เป็ น หนึง่ เดียวกัน เหมือนดังคริสตชนในยุคของอัครสาวก กล่าวคือ “กลุ่มผูม้ ีความเชือ่ ดําเนินชีวิตเป็ นนํา้ หนึง่ ใจเดียวกัน... ประชุมกันอย่างสมํ่าเสมอ เพือ่ ฟั งคําสัง่ สอนของบรรดาอัครสาวก ดําเนินชีวิตร่วมกันฉันพีน่ อ้ ง ร่วมพิธีบิขนมปั ง และ อธิษฐานภาวนา... ทุกๆ วัน เขาพร้อมใจกันไปทีพ่ ระวิหารและไปตามบ้านเพือ่ ทําพิธีบิขนม ปั ง ร่วมกินอาหารด้วยความยินดีและเข้าใจกัน สรรเสริญพระเจ้า และได้รบั ความนิยมจาก ประชาชนทุกคน องค์พระผูเ้ ป็ นเจ้าทรงทําให้จาํ นวนผูท้ ีไ่ ด้รับความรอดพ้นเพิม่ ขึ้นทุกวัน... ในกลุ่มของเขาไม่มใี ครขัดสน ผูใ้ ดมีทดี่ ินหรือบ้านก็ขายและมอบเงินทีไ่ ด้ให้บรรดาอัครสาวก เพือ่ แจกจ่ายให้ผูม้ ีความเชือ่ แต่ละคนตามความต้องการ” (กจ 4:32; 2:42,46-47; 4:3435) จากแบบอย่า งการดํา เนิ น ชีวิต ของคริ ส ตชนในยุ ค ของอัค รสาวก เราอาจสรุ ป คุณสมบัตอิ นั เป็ น “ลักษณะเฉพาะของชุมชนคริสตชนย่อย” ได้ดงั นี้ 1. เป็ นชุมชนที่มีพระเยซูเจ้าเป็ นศูนย์กลาง โดยอาศัยพระวาจา ศีลศักดิ์สิทธิ์ และการอธิษฐานภาวนา 2. เป็ นชุมชนที่มีความสัมพันธ์เป็ นนํา้ หนึ่งใจเดียวกัน มีความเชื่อที่เข้มแข็ง และมีชวี ติ ชีวา ทุกคนช่วยเหลือเกื้อกูลกันและรับผิดชอบชุมชนร่วมกัน 3. เป็ นชุมชนทีส่ านต่อพันธกิจของพระเยซูเจ้า โดยมีพระอาณาจักรของพระเจ้า เป็ นจุดหมายปลายทาง และเปิ ดกว้างต้อนรับทุกคนเข้ามามีสว่ นรับรูข้ ่าวดี ของพระองค์ ชุมชนคริสตชนย่อย ๆ ทีม่ ีความสัมพันธ์เป็ นนํา้ หนึ่งใจเดียวกันเหมือนในยุคของอัคร สาวกและเป็ นองค์ประกอบสําคัญของวิถีชุมชนวัดนี้ เราเรียกว่า “กลุ่มคริสตชนพื้นฐาน” (Basic Ecclesial Communities) หรือ BEC 8
ธรรมบัญญัติของโมเสสหนึ่ง คําสอนของประกาศกอีกหนึ่ง และข้อเขียนใน เพลงสดุดอี กี หนึ่ง ทัง้ สามส่วนรวมกันคือเนื้อหาของพระธรรมเก่าซึง่ ในขณะนัน้ คือพระ คัมภีรท์ งั ้ หมด แปลว่า “พระคัมภีรท์ งั ้ หมด” ล้วนกล่าวถึงและตัง้ ตาคอย “กางเขน” แม้พระเยซูเจ้าเองก็ทรงสอนและทรงรอคอยเวลาแห่ง “กางเขน” ด้วยเช่นกัน เมื่อทรงตรัสว่า “นีค่ อื ความหมายของถ้อยคําทีเ่ รากล่าวไว้ขณะทีย่ งั อยู่กบั ท่าน” (ลก 24:44) เพราะฉะนัน้ “กางเขน” จึงเป็ นสิง่ ทีร่ วมอยู่ในแผนการแห่งความรอดของพระ เจ้าตัง้ แต่ เริม่ แรกพระธรรมเก่า และเป็ นเครื่องหมายถึง “ความรักนิ รันดร” ของ พระองค์ หาใช่เกิดจากการจนมุมหรือเกิดจากความผิดพลาดทางเทคนิคของพระเยซู เจ้าแต่ประการใดไม่ เมื่อกางเขนมีความสําคัญในแผนการแห่งความรอดเช่นนี้ พระเยซูเ จ้าจึง กําหนดเงื่อนไขในการติดตามพระองค์ไว้ว่า “ถ้าผูใ้ ดอยากติดตามเราก็จงเลิกนึกถึง ตนเอง จงแบกไม้กางเขนของตนทุกวัน และติดตามเรา” (ลก 9:23) ประเด็น สุ ด ท้า ยที่พ ระวรสารวัน นี้ ต้ อ งการบอกเราคือ “ภารกิ จ ในการ ประกาศข่าวดีเป็ นเรือ่ งจําเป็ นและเร่งด่วน” ในเมื่อพระเยซูเจ้าทรง “พิ ชิตความตายและบาป” ได้แล้ว เราจะมัวอ้อยอิง่ อยูใ่ น “ห้องชัน้ บน” ทีใ่ ช้จดั งานเลีย้ งไม่ได้ พระองค์ทรงกําชับบรรดาอัครสาวกและเราทุกคนว่า “จะต้องประกาศในพระ นามของพระองค์ ให้นานาชาติกลับใจเพือ่ รับอภัยบาป” ความโศกเศร้าอันเนื่องมาจากการสิน้ พระชนม์ของพระองค์จะต้องผ่านพ้นไป บัดนี้เป็ นหน้าทีข่ องเราทุกคนทีจ่ ะนํา “ความยิ นดี” ไปสูม่ นุษย์ทุกคน ความยินดีอนั เกิดจาก “การกลับใจ” และได้รบั “อภัยบาป” หรือว่าตัวเราเองยังคงจมอยู่ในความทุกข์โศกเศร้า ?!
5
ทัง้ หมดนี้แปลเป็ นอื่นไปไม่ได้เลยนอกจากว่า พระคริ สตเจ้าผูก้ ลับคืนพระ ชนมชี พไม่ใช่ ผี ไม่ใช่วิญญาณ ไม่ใช่เงา แต่เป็ นพระเยซูเจ้าองค์เดียวกันกับที ่ ได้ส้ ิ นพระชนม์จริ ง เพราะฉะนัน้ คริสตศาสนาจึงมิได้มพี น้ื ฐานอยู่บนความเพ้อฝนั หรือจิตใจที่ ั ่ อนของสาวกบางคนทีห่ ลงเห็นเงาเป็ นคน แต่มีพ้ ืนฐานอยู่บนบุคคลจริ งใน ฟนเฟื ประวัติศาสตร์ทีไ่ ด้เผชิ ญหน้ ากับความตาย ได้ต่อสู้และมีชยั ชนะเหนื อความ ตาย และได้กลับคืนพระชนมชีพจริ ง ! มาถึงตรงนี้ บางคนอาจนึกตําหนิบรรดาอัครสาวกทีโ่ ลเล เชื่อช้า หลงผิดคิด ว่าพระองค์เป็ นผี จริงอยู่ คนที่ “เชื อ่ ช้ า” สมควรได้รบั การตําหนิ แต่ ใ นเวลาเดีย วกันคนที่ “เชือ่ แล้ว” แต่ “คุณภาพ” ของความเชื่อตํ่าก็สมควรได้รบั การตําหนิดว้ ย บรรดาอัครสาวกแม้จะเชื่อช้า แต่เมื่อเชื่อแล้ว ท่านได้ทุ่มเททัง้ ชีวติ และส่วน ใหญ่ได้สละชีวติ ของตนเพือ่ ยืนยันสิง่ ทีท่ า่ นเชื่อ เราจึงต้องหันกลับมาทบทวนคุณภาพความเชื่อของเรา ! ไม่จาํ เป็ นต้องถึงขัน้ สละชีวติ ดอก เอาแค่สละ “อัตตา” หรือ “ตัวกู-ของกู” ให้ เหลือน้อยลงหน่อยก็ดแี ล้ว ทําไมความเชื่อของเราจึงไม่มพี ลังเพียงพอทีจ่ ะช่วยให้เราสละตนเอง เพื่อจะ ได้มชี วี ติ ใหม่แบบพระคริสตเจ้า ? เป็ นไปได้ไหมว่าเราเชื่อพระองค์เพราะได้ยนิ พระสงฆ์เทศน์ หรือได้ยนิ ครู สอน โดยไม่เคยออกแรงแสวงหาพระองค์ เพื่อจะได้เชื อ่ ด้ วยประสบการณ์ ของ ตนเองเลย ? ถ้าเป็ นเช่นนี้ “เชือ่ ช้า” แต่ “เชือ่ จริ ง” ไม่ดกี ว่าหรือ ?!? นอกจากประเด็นสําคัญเรื่องการกลับ คืนพระชนมชีพซึ่งเป็ นของจริงแล้ว พระวรสารวันนี้ยงั ชีใ้ ห้เห็น “ความสําคัญของกางเขน” อีกด้วย พระเยซูเจ้าตรัสว่า “ทุกสิง่ ทีเ่ ขียนไว้เกีย่ วกับเราในธรรมบัญญัตขิ องโมเสส ่ อ “พระคริสตเจ้าจะต้องรับ บรรดาประกาศก และเพลงสดุดจี ะต้องเป็ นความจริง” นันคื ทนทรมานและจะกลับคืนพระชนมชีพจากบรรดาผูต้ ายในวันทีส่ าม” 4
เด็ กหญิงเล็ กๆ คนหนึ่งชอบรับประทานทอฟฟี่ เป็ นพิเศษ แม่ของเธอ พยายามห้ามไม่ให้เธอรับประทานทอฟฟี่ แต่ก็ไม่ได้ผล ที่สดุ แม่ของเธอจึงมาหา คานธีเพื่อขอคําแนะนํา คานธีขอให้ทงั้ สองมาพบเขาในอีกสามสัปดาห์ เมื่อครบกําหนดทั้งสอง ได้มาพบคานธี คานธีได้แนะนําเด็กหญิงไม่ให้รบั ประทานทอฟฟี่ อีก เพราะมันจะ ทําให้เธอฟั นผุและอาจเป็ นอันตรายต่อสุขภาพ ซึ่งเด็กหญิงก็รับฟั งอย่างดี และ ตัง้ ใจว่าจะไม่รับประทานทอฟฟี่ อีกต่อไป ผูเ้ ป็ นแม่ถามคานธีว่า “จริงๆ ตั้งแต่ แรกที่ เราทั้งสองมาพบท่าน ท่านก็ สามารถให้คําแนะนําแก่ลกู สาวของฉันได้ ทําไมท่านถึงปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปถึงสามสัปดาห์” คานธีตอบว่า “เมื่อสาม สัปดาห์กอ่ นฉันก็ชอบรับประทานทอฟฟี่ เหมือนกัน”
ข้อคิด สามสั ป ดาห์เ ป็ นเวลาที่ ค านธี ใ ช้เ พื่ อ เลิ ก รั บ ประทานทอฟฟี่ เมื่ อ เขา ควบคุม ความปรารถนาที่ จ ะรับ ประทานทอฟฟี่ ของตนได้ เขาจึ งสามารถให้ คําแนะนําในเรื่ องนี้แก่เด็ ก หญิ ง ได้ คํา แนะนํา จะน่าเชื่อ ถื อ ก็ ต่อเมื่อ บุคคลผูใ้ ห้ คําแนะนําสามารถปฏิบตั ใิ นสิ่งที่ตนแนะนําได้ จากเวบไซต์ อัครสังฆมณฑลกรุ งเทพฯ
9
มิสซาสั ปดาห์ ที่ 3 เทศกาลปัสกา (ปี B) วันอาทิตย์ ที่ 22 เมษายน ค.ศ. 2012 วัน เดือน ปี รายการมิสซา ส. 21 เม.ย. สุ ขสํ าราญ โมทนาคุณพระเจ้า และพระแม่มารี ย ์ มารี อา นริ ศรา,มารี อา สุ มิตรา,ยอแซฟ ศาสตรา สาทรกิจ 18.00 น. เทเรซา นีรนุช, เปโตร ธีรัช, มารี อา นุสรา สาทรกิจ Mr. Luo Yong Peng และครอบครัว ครอบครัวสาทรกิจ ครอบครัววลัญไชย ครอบครัวอานามนารถ อุทศิ แด่ อันตน สําเริ ง โกญจนาท ดอมินิก ชิน ประกอบกิจ คาร์โล เหรี ยญ มายอด วิญญาณในไฟชําระและวิญญาณที่ไม่มีผใู้ ดนึกถึง อา. 22 เม.ย. สุ ขสํ าราญ โมทนาคุณพระเจ้า, พระแม่มารี ย ์ และนักบุญทั้งหลาย 08.00 น. มารี อา ประทุม, คุณสมนึก ใช้สมบุญ และครอบครัว มารี อา เอื้อพันธ์ ศรี เจริ ญ และครอบครัวศรี เจริ ญ คุณประชิต ชํานาญธรรม, คุณประจิตร ชูประจักษ์ อุทศิ แด่ สตีเฟน จํารู ญ, มารี อา ละมุด เจริ ญพานิช ยวง บัปติสตา ก๊กเคี้ยง แซ่แพ้, มารี อา กิมฮวย แซ่ต้ งั ยอแซฟ บรรจง ศิริยงค์ ยอแซฟ ธวัช วิธีธรรม บรรพบุรุษและผูล้ ่วงลับครอบครัวธนาพานิชย์ วิญญาณในไฟชําระและวิญญาณที่ไม่มีผใู้ ดนึกถึง
พระเจ้ าทรงเรียกเราให้ ไปประกาศข่ าวดี กจ 16:10 10
ผู้ขอมิสซา สริ นนา,นนทยา เริ งจิต จินดา ปราณี คค. ธนาพานิชย์ อรทัย อรทัย คค. ธนาพานิชย์ คค. ธนาพานิชย์
ในเมื่อพระองค์ไม่ได้สน้ิ พระชนม์จริง จะมีการกลับคืนพระชนมชีพได้อย่างไร กัน หรือหากมีการกลับคืนพระชนมชีพจริง ๆ พระองค์กย็ งั คงเป็ นเพียง “วิญญาณ” หรือ “ผี” เท่านัน้ ผูท้ น่ี ิยมลัทธิน้ีเชื่อว่าพวกเขากําลังยกย่องให้เกียรติพระเยซูเจ้าอย่างสูงสุด ว่า พระองค์ทรงเป็ น “พระเจ้า” ไม่ใช่ “มนุษย์” แต่จริง ๆ แล้วพวกเขากําลังทําลายพระองค์ ถ้าพระองค์จะไถ่กูม้ นุ ษย์ พระองค์กต็ ้องเป็ นมนุ ษย์... พระองค์จาํ ต้องเป็ น เหมือนมนุษย์เพื่อทําให้มนุษย์เป็ นเหมือนพระองค์ ! ลูกาจึงต้องยืนยันในพระวรสารบทสุดท้ายนี้ว่า “พระเยซูเจ้าทรงกลับคืนพระ ชนมชีพจริง”…… เหตุผลแรกคือ บรรดาสตรีไม่พบพระศพในพระคูหา แต่พบทูตสวรรค์สองคน พูดว่า ‘ทําไมท่านมองหาผูเ้ ป็ นในหมู่ผูต้ ายเล่า พระองค์มไิ ด้ประทับอยู่ทนี ่ ี ่ พระองค์ ทรงกลับคืนพระชนมชีพแล้ว จงระลึกถึงพระวาจาทีพ่ ระองค์ตรัสกับท่านขณะทีย่ งั ประทับอยู่ในแคว้นกาลิลีว่า บุตรแห่งมนุ ษย์จําต้องถูกมอบในเงื้อมมือของคนบาป จะต้องถูกตรึงกางเขน และจะกลับคืนพระชนมชีพในวันทีส่ าม’ (ลก 24:5-7) เหตุผลทีส่ องคือ พระเยซูเจ้าทรงประทับทีโ่ ต๊ะอาหารร่วมกับศิษย์สองคนแห่ง เอมมาอูส “พระองค์ทรงหยิบขนมปงั ทรงถวายพระพร ทรงบิขนมปงั และยืน่ ให้เขา เขา ก็ตาสว่างและจําพระองค์ได้” (ลก 24:30-31) เหตุผลทีส่ ามคือสิง่ ทีเ่ ราได้รบั ฟงั ในวันนี้ นัน่ คือพระองค์ทรงสําแดงพระองค์ แก่บรรดาอัครสาวกซึง่ กําลังสนทนากันอยู่ใน “ห้องชัน้ บน” ทีเ่ คยใช้เลีย้ งอาหารคํ่ามือ้ สุดท้าย พวกอัครสาวกต่ างตกใจกลัวคิดว่าเห็นผี จนพระเยซูเจ้าอดตําหนิไม่ได้ว่า “เพราะเหตุใดท่านจึงมีความสงสัยในใจ” พร้อมกับท้าทายพวกอัครสาวกว่า “จงดูมอื และเท้าของเราซิ เป็ นเราเองจริง ๆ จงคลําตัวเราดูเถิด ผีไม่มเี นื้อ ไม่มกี ระดูกอย่างที ่ ท่านเห็นว่าเรามี” แล้วพระองค์ทรงให้เขาดูพระหัตถ์และพระบาทจริง ๆ เท่านัน้ ยังไม่พอ พระองค์ทรงรับปลาย่างชิน้ หนึ่งมาเสวยต่อหน้าพวกเขาอีกด้วย ! 3
สั ปดาห์ ที่ 3 เทศกาลปัสกา (ปี B)
ลก 24:35-48
พระวาจาตอนนี้เป็ นส่วนหนึ่งของพระวรสารบทสุดท้ายของลูกา ซึง่ กล่าวถึง พระคูหาว่างเปล่าและคํายืนยันของทูตสวรรค์ว่าพระเยซูเจ้าทรงกลับคืนพระชนมชีพ แล้ว (ลก 24:1-8) การปรากฏพระองค์แก่ศษิ ย์สองคนทีก่ ําลังเดินทางไปหมูบ่ า้ นเอม มาอุส (ลก 24:13-35) การสําแดงพระองค์และคําแนะนําสุดท้ายแก่บรรดาอัครสาวก ซึ่งเป็ นเนื้อหาหลักของพระวรสารตอนนี้ (ลก 24:36-49) และท้ายสุดคือการเสด็จสู่ สวรรค์ของพระองค์ (ลก 24:50-53) จากเนื้อหาดังกล่าว เราจะเห็นว่าประเด็นสําคัญทีล่ ูกาต้องการบอกเราในบท นี้คอื “พระเยซูเจ้าทรงกลับคืนพระชนมชีพจริ ง” ! ขอยํา้ คําว่า “จริ ง” ! เพราะเริม่ มีบางลัทธิดงั เช่น Gnosticism สอนว่า “วิญญาณเป็ นสิง่ ดี วัตถุเป็ น สิง่ ชัว”่ โดยไม่มขี อ้ ยกเว้นใด ๆ ทัง้ สิน้ ผลสรุปทีต่ ามมาก็คอื พระเจ้าผูท้ รงเป็ นจิตล้วนจะรับเอากายเป็ นมนุ ษย์ไม่ได้ เพราะกายเป็ น วัต ถุ แ ละชัว่ พระเยซู เ จ้า จึง ไม่ เ คยมีร่ า งกายแบบมนุ ษ ย์จ ริง ๆ พระองค์เป็ นเพียง “เงา” คล้ายผีทม่ี รี ปู ร่างเหมือนมนุ ษย์เท่านัน้ ดังนัน้ เวลาพระองค์ เดินจะไม่ปรากฏรอยเท้าบนพืน้ เมื่อไม่มรี ่างกายแบบมนุ ษย์ เวลาพระองค์ถูกทรมานจึงไม่รสู้ กึ เจ็บปวดและก็ ไม่ได้สน้ิ พระชนม์จริง ๆ
วัน เดือน ปี รายการมิสซา ผู้ขอมิสซา อา 22 เม.ย. สุ ขสํ าราญ โมทนาคุณพระเจ้าและพระแม่มารี ย ์ คค.ชินการุ ญ 10.00 น. สัตบุรุษวัดแม่พระกุหลาบทิพย์ทุกท่าน อังเดร บวรภัค ดารุ ทยาน เทเรซา สมาน, อันนา กนกวรรณ บุบผาวาส กอศิลป์ มารี อา วรรณา เมธีพิทกั ษ์กลุ และครอบครัว ยอแซฟ สุ ชารี ย ์ แสงหาญ มารี อา ธันยพร ศศิสุวรรณ ยอแซฟ ปัณณธร, ยอแซฟ ภัทรกร แสงหาญ ฟรานซิ ส โทมัส กอยกี้ คค.กรองทอง คุณวิบูลศักดิ์ สิ ทธิเดชะ คุณเพ็ญสิ ริ ชินการุ ญ ครอบครัวชินการุ ญ อุทศิ แด่ ฟรังซิ สโก วิจิตร์ กาญจนธานินทร์, คุณเส่ ง วชิรจุติพงศ์ คุณซางเจอะ ยอแยะ ราฟาแอล สุ นทร ชาวนาแก้ว เปาโล ทองคํา ดิโพ รุ่ งนภา รู ฟิโน ปรี ชา, เอดัว รุ ธิระ กรองทอง คค.กรองทอง เปโตร สุ รเชษฐ์ สรรค์นิกร สเตฟาโน ประชา รังสิ ยะโรจน์ คุณสุ ชาติ รัตนวิมลชัย, คุณฟองแก้ว เมธีพิทกั ษ์กลุ วรรณา ผูล้ ่วงลับครอบครัวดิโพ วิญญาณในไฟชําระ และวิญญาณที่ไม่มีผใู้ ดนึกถึง จ. 23 เม.ย. อุทศิ แด่ วิญญาณในไฟชําระ อ. 24 เม.ย. สุ ขสํ าราญ มัทธิว สุ รกานต์ ผ่องพุฒิ (วันคล้ ายวันเกิด) พ. 25 เม.ย. อุทศิ แด่ วิญญาณในไฟชําระ พฤ.26 เม.ย. อุทศิ แด่ วิญญาณในไฟชําระ ศ. 27 เม.ย. อุทศิ แด่ วิญญาณในไฟชําระ 11
2
ขอเชิ ญสัตบุ รุษ ทุ ก ท่ าน ไม่ จ าํ กัดเพศ วัย หรื อคุ ณ วุฒิ สมัครเป็ นสมาชิ ก กลุ่ ม กิ จ กรรมใดกิ จ กรรมหนึ่ งของวัด ภายในวัน อาทิ ต ย์น้ ี เพื่ อ จะได้ ร่ วมกั น เลื อ กตั้ ง คณะกรรมการของแต่ ละกลุ่มในวันอาทิตย์ที่ 6 พฤษภาคมที่จะถึ งนี้ ผูส้ นใจสามารถ ติดตามพันธกิ จ วิสัยทัศน์ และผลงานที่ ผ่านมาของแต่ละกลุ่มได้ที่บอร์ ดหน้าวัด และ สมัครได้ที่สาํ นักงานวัด
ฉบับที่ 419 วันอาทิตย์ที่ 22 เมษายน ค.ศ. 2012
สั ปดาห์ ที่ 3 เทศกาลปัสกา (ปี B)
ค่ายคําสอนฤดูร้อนของวัดเราย่างเข้าสู่ สัปดาห์สุดท้ายแล้ว กําหนดการรั บศี ล ศักดิ์สิทธิ์ของนักเรี ยน มีดงั นี้ วันเสาร์ที่ 28 เมษายน นักเรี ยนที่ผา่ นชั้นเรี ยนศีลมหาสนิท เข้าเงียบ ณ วัดแม่พระกุหลาบทิพย์ วันอาทิตย์ที่ 29 เมษายน นักเรี ยนรับศีลมหาสนิทครั้งแรก ณ วัดแม่พระกุหลาบทิพย์ วันจันทร์ที่ 30 เมษายน นักเรี ยนที่ผา่ นชั้นเรี ยนศีลกําลัง เข้าเงียบ ณ วัด น.ฟรังซิ สเซเวียร์ สามเสน วันอังคารที่ 1 พฤษภาคม นักเรี ยนรับศีลกําลัง ณ วัด น.ฟรังซิ สเซเวียร์ สามเสน
พี่นอ้ งท่านใดประสงค์นาํ บุตรหลานที่มีอายุไม่ถึง 7 ปี บริ บูรณ์มารับศีลล้างบาป ในวันอาทิตย์ที่ 6 พฤษภาคม ศกนี้ เวลา 9.00 น. โปรดติดต่อสํานักงานวัด ขอพี่นอ้ งโปรดนํากระปุกมหาพรตมาส่ งคืนที่สาํ นักงานวัด เพื่อวัดจะได้รวบรวม เงินนําส่ งสังฆมณฑลฯต่อไป
จงดูมือและเท้ าของเราซิ เป็ นเราเองจริง ๆ ลก 24:39
12